แนวทางเริ่มต้น สำหรับนักดาราศาสตร์ใหม่ [หน้า 1/4]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                               Latest update : Feb 16, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   แนวทางเริ่มต้น สำหรับนักดาราศาสตร์ใหม่ [หน้่า 1/4]
 
 
 
การสนใจเป็นนักดาราศาสตร์ แนวสมัครเล่นเบื้องต้น ควรใช้อุปกรณ์ดูดาวด้วย
กล้องขนาดเล็กประเภท Binocular (กล้องสองตา) ก่อน เนื่องจากสะดวกและ
ประหยัดทั้งสามารถใช้ประโยชน์ได้พอเพียง

ไม่จำเป็นต้องคิดกังวลว่าจะดูดาวได้ไม่ครบถ้วน การคิดดังนั้นเป็นการเข้าใจผิด
เพราะจำนวนดาวนั้นมีมาก สามารถดูได้ทั้งชีวิต และดาวจะไม่หนีหายไปไหน
สิ่งที่ต้องเข้าใจเบื้องคือ กล้องแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะ ที่จะให้ประสิทธิภาพ
ต่อการสังเกตการณ์

โดยต้องรู้จักประเภทวัตถุที่จะดูก่อนหรือสนใจที่จะดู ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กล้องขนาด
เล็กคุณภาพมาตรฐาน ก็สามารถใช้งานได้ดีเช่นกัน เมื่อเข้าใจพอสมควรแล้วจึง
ค่อยเริ่มพิจารณาเพิ่มเติม ไต่ลำดับตามความประสงค์ ใช้กล้องที่มีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นต่อไป

นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ มักใช้กล้องหลายตัวเพื่อให้เหมาะสม กับประเภทของ
วัตถุที่จะสังเกต และนักดาราศาสตร์ทุกคนมักเริ่มต้น ด้วยกล้องขนาดเล็กก่อน
เช่นกัน

แนวทางและวิธีการทั่วไป

สรุปเนื้อหาแบบไม่ซับซ้อน โดยบุคคลทั่วไป สามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองได้
ไม่ยุ่งยาก มีจุดมุ่งหมายให้พัฒนาทักษะ ในภาคสนาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจจาก
จากสภาพข้อเท็จจริง บนท้องฟ้า

ทั้งนี้เมื่อเข้าใจจากภาคสนาม จะเกิดเทคนิคเฉพาะตัวในการดูดาวได้ ขณะเดียวกัน
ยามว่าง แนะนำให้ค้นคว้าศึกษาข้อมูล รายละเอียดต่างๆ ของกลุ่มดาว ดาราจักร
หรือวัตถุที่สนใจ ฯลฯ จะทำให้มีความสนุกและได้ ความรู้มากมายอย่างไม่สิ้นสุด
 
 
 
ขอบเขตทรงกลมรอบท้องฟ้า

ต้องจิตนาการว่าขอบเขตรอบตัวเรา(โลก) ถูกห้อมล้อมไปด้วยท้องฟ้า ในท้องฟ้า
มีกลุ่มดาวต่างๆ โคจรอยู่กระจัดกระจายเป็นจำนวนมาก

แต่เรามองเห็นเพียงครึ่งเดียวด้านที่อยู่เหนือศีรษะ และด้านรอบๆตัวโดยบริเวณ
ห้อมล้อมทั้งหมดนี้ เรียกว่า Celestial Sphere มีโลกเป็นจุดศูนย์กลางด้วยรัศมี
ไม่มีจุดสิ้นสุดมีเส้นสมมุติ และจุดที่เกี่ยวข้องดังนี้

Vertical : เส้นตั้ง
Earth's axis : เส้นแกนโลก (เอียง 23.5 องศา)
North celestial pole : ขั้วท้องฟ้าเหนือ
South celestial pole : ขั้วท้องฟ้าใต้

Ecliptic : เส้นสุริยะวถี ระนาบสมมติที่เกิดจาก แนวการโคจรดวงอาทิตย์โลก
เมื่อสังเกตจากผิวโลก ระนาบนี้จะปรากฏเป็นเส้นบนท้องฟ้า

Celestial Equator : เส้นศูนย์สูตรฟ้า จะอยู่ในระนาบเดียวกับเส้นศูนย์สูตรโลก
สัมพันธ์กับการหมุนรอบตัวเองของโลก โดยแนวของเส้นศูนย์สูตรฟ้าจะสัมพันธ์
กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก (แต่ละ ละติจูด) และตำแหน่งของดาวเหนือ

Right ascension และ Declination : ใช้ร่วมกันกำหนดพิกัดตำแหน่งของดาว

Right ascension (RA) แสดงการแบ่งเส้นวงกลมชั่วโมงบนทรง กลมท้องฟ้าโดย
มีหน่วยเป็น ชั่วโมง นาที วินาที บอกพิกัดวัตถุท้องฟ้าในระบบเส้นศูนย์สูตรเส้น RA
มีระยะห่าง เชิงมุม 15 องศาเท่ากับ 1 ชั่วโมง รวม 24 ชั่ว โมงเท่ากับ 360 องศา
ยืนหันหน้าสู่ทิศเหนือเริ่มนับไปทางตะวันออก (จาก 0 ชั่วโมง จนสิ้นสุด 24 ชั่วโมง
ช่องละ 2 ชั่วโมง ตามเส้นแบ่งแนวตั้งโดยรอบ )

Declination (Dec) แสดงค่าระยะเชิงมุม ตำแหน่งดาวอยู่ห่างจากเส้น Equatorial
(ศูนย์สูตรฟ้า) ตั้งแต่ 0 องศาสูงไป ระหว่าง 0 ถึง+90 องศา หรือต่ำลง ระหว่าง
0 ถึง –90 องศา (ตามเสันแบ่งแนวนอน)

มีระยะมุมเท่าใด เมื่อเส้น RA มีจุดตัดกับ Dec จะเป็นตำแหน่งดาวหรือวัตถุต่างๆที่
อยู่บนท้องฟ้าสามารถ ตั้งพิกัดมองจากจุดที่ดูดาวบนพื้นโลก แสดงค่าดัง ตัวอย่าง
 
 
 
 
ตำบลที่ตั้ง ของการสังเกตดาวจากพื้นโลก

การเห็นดาวบนท้องฟ้าแต่ละพื้นที่บนโลก มีความแตกต่างกัน แล้วแต่ละกรณีขึ้น
อยู่กับ Latitude เช่น

บริเวณขั้วโลกเหนือ (North pole)จะไม่เห็นว่าดาวบนท้องฟ้า เคลื่อนขึ้นมาหรือลับ
ขอบฟ้า แต่จะเห็นหมุนรอบเป็นวงกลม

บริเวณแนวเส้นศูนย์สูตร (Equator) จะเห็นการเคลื่อนตัวของดาวผุดขึ้นจากเส้น
ขอบฟ้า และลับขอบฟ้า จากทิศเหนือและทิศใต้

บริเวณแนว ละติจูดกลาง (Mid-latitude)จะเห็นการเคลื่อนตัวของดาวผุดขึ้นจาก
เส้นขอบฟ้าบางกลุ่ม เห็นหมุนรอบเป็นวงกลมบางกลุ่ม
 
 
 
 
 
ระยะทางที่แตกต่างกันระหว่างดาวแต่ละดวง

ดาวที่แสดงเบื้องหน้า เหมือนอยู่ในระนาบเดียวกัน บางครั้งมองเห็นติดกันซ้อนบัง
กันแท้จริงแล้วแต่ละตำแหน่ง มีระยะห่างไกลกันมาก หากมองภาพเป็นแบบ 3 มิติ
จะเห็นความแตกต่างชัดขึ้น สามารถทราบและใช้เรียกจากหน่วยวัดระยะในทาง
ดาราศาสตร์ ดังนี้

คำว่า ปีแสง (Light year) คือ การวัดระยะแสง (หรือการแผ่รังสีใดๆ) เดินทางใน
สูญญากาศเท่ากับ 1 ปี (ของเขต Tropical zone) โดยมีความเร็ว 300,000 กม.
ต่อวินาที เพราะฉะนั้นแสงเดินทาง 1 ปีเท่ากับ 9,500,000,000,000 กม.

ดังนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากมาก หากกล่าวว่า Andromeda Galaxy มีระยะทางห่างจาก
โลก 21,000,000,000,000,000,000 กม. จึงต้องใช้บอกระยะทางแบบ ปีแสง
เพื่อให้สะดวกต่อการเข้าใจและการเขียน ว่า Andromeda Galaxy มีระยะทางห่าง
จากโลกเท่ากับ 2.3 ล้านปีแสง

สำหรับ Astronomical Unit (AU) เป็นหน่วยวัดระยะทางดาราศาสตร์ คิดจากค่า
เฉลี่ยระยะทางระหว่าง โลกและดวงอาทิตย์ เท่ากับ 1 AU. (150 ล้านกม. หรือ
93 ล้านไมล์) ซึ่งใช้บอกระยะทางในระบบสุริยะ เช่น ดาวพูลโต มีระยะทางห่าง
จากดวงอาทิตย์ 40 AU.

บางกรณี นักดาราศาสตร์ ใช้หน่วยบอกระยะหน่วย parsec ได้โดย 1 parsec
เท่ากับ 3.3 ปีแสง
 
 
 
  ค่าความสุกใสสว่าง (โชติมาตร) ของดาว หรือวัตถุบนท้องฟ้า

ความสามารถเห็นวัตถุนั้นๆได้หรือไม่ จะบอกด้วยค่า ลำดับความสุกใสของดาว
Magnitude (โชติมาตร) โดยพบในแผนที่ ข้อมูลดาวเพื่อจะทราบว่ากล้องที่ใช้อยู่
สามารถมองเห็นได้หรือไม่ โดยปกติแล้ว การดูดาวด้วยตาเปล่าสามารถเห็นได้
7,000-8,000 ดวง

ตารางแสดง ดวงอาทิตย์ มีค่า -26.8 mag. ดวงจันทร์ เต็มดวง มีค่า-12.5 Mag.
ส่วนการมองด้วยตาเปล่าจะเห็นได้ระดับค่า 6 Mag.

หากตัวเลข มีค่าติดลบยิ่งสว่าง หากไม่มีค่าติดลบและแสดงจำนวนหน่วยมากขึ้น
เช่น 12 mag. 15.5 mag. ยิ่งมืดขึ้นตามลำดับ มักเป็นดาวเคราะห์น้อย หรือวัตถ
ุใหญ่ (กาแล็คซี่) แต่อยู่ไกลมาก กล้องดูดาว Binocular ทั่วไป คุณภาพมาตรฐาน
(สำหรับดูดาว) เห็นได้ระดับค่า ไม่เกินกว่า 10 Mag.
 
 
 
แม้ว่าดาวบางดาวใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มาก และมีความสุกสว่างมากกว่าด้วย เนื่อง
มีระยะไกลจากโลกด้วยระยะทาง ค่าความสุกสว่างดังกล่าว จึงเป็นค่าที่เรียกว่า
Apparent magnitude โดยเป็นค่าความสุกสว่าง ที่ขึ้นอยู่กับ Luminosity (ความ
โชติช่วง) และ Distance (ระยะทางจากโลก) ของวัตถุนั้นๆ

ตัวอย่าง ดาว Sirius มีความโชติช่วงกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า และดาว Betelgeuse
มีความโชติช่วงกว่าดวงอาทิตย์ 10,000 เท่า แต่ทั้งคู่อยู่ไกลออกไป การมองจาก
โลกจึงเห็นต่างกัน ดังนั้นจะเห็น ดาว Sirius (-1.44 mag.) มีความสุกสว่างกว่าและ
ใหญ่กว่า ดาว Betelgeuse ( 0.45 mag.)
 
 
 
มาตราส่วนบนท้องฟ้า

อาจเป็นเรื่องยาก สำหรับผู้เริ่มต้นหาตำแหน่งวัตถุบนท้องฟ้า หากไม่คุ้นเคยจะคาด
คะเนระยะต่างๆคลาดเคลื่อนได้ จึงสามาถใช้สัดส่วนจากนิ้วและฝ่ามือช่วยเปรียบ
เทียบตำแหน่ง ระหว่างข้อมูลบนแผนที่กับท้องฟ้าได้ ตามสัดส่วนดังนี้
 
 
 
   
 

 



 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017