Green Roofs หนทางชุบชีวิตเมือง [หน้า 1/3]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                Latest update : Apr 9, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
  Green Roofs หนทางชุบชีวิตเมือง [หน้า 1/3]
 
 
 
Green roofs หรือ หลังคาเขียว ที่เข้าใจโดยทั่วไป

Green roofs คือ การปลูกพืชบนหลังคาโดยปิดทับหลังคา และ มีช่องกั้นสำหรับ
ใส่ดินทั่วไปมักปลูก เป็นพื้นที่เต็มหลังคาอาคาร หรือบนหลังคาที่เป็นดาดฟ้า รวม
ถึงชานระเบียงด้วยก็ได้ มีระบบระบายน้ำ บางกรณีเพิ่มเติมระบบรดน้ำเพื่อความ
สะดวก

วัตถุประสงค์หลัก เพื่อลดอุณหภูมิความร้อน จากรังสีดวงอาทิตย์ ทำให้ภายในบ้าน
หรืออาคารสามารถเก็บรักษาความเย็นไว้ได้ดี ช่วยทำให้ประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้า
การใช้เครื่องปรับอากาศในตัวอาคาร

จากตำนานสวนลอยฟ้ายุคโบราณ

Hanging Gardens of Babylon (สวนลอยบาบิโลน) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลกอาจเป็นต้นแบบของ Green roofs เมื่อ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช เท่าที่มี
ข้อมูลบันทึกไว้แต่เดิม

มีขนาดกว้าง 100 ฟุต ยาว 100 ฟุต สร้างเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป คล้ายอัฒจันทร์
โดยมีโครงสร้างโค้งเป็นแนวพยุงน้ำหนัก ของสวนโดยรอบ สวนบนชั้นสูงสุดสูง
75 ฟุต ล้อมรอบคล้ายกำแพงเมือง ส่วนบนของหลังคา ค้ำด้วยเสาหินยาว 16 ฟุต

ปลูกปกคลุมด้วยพืชประเภทต้นกกหนาแน่น ชั้นด้านใต้ทางน้ำไหลก่อด้วยอิฐแห้ง
ทาด้วยน้ำมันดิน และสอดท่อตะกั่วเข้าไปใต้ผิวดิน เพื่อให้ความชื้นของน้ำไหลถ่าย
เทเลี้ยงพืชบนหลังคา

ส่วนที่ดินมีความหนาเพียงพอก็จะปลูกต้นไม้ใหญ่ ส่วนพื้นดินที่บางกว่า ตกแต่งด้วย
ไม้ดอก ไม้ประดับหลากหลายต่างๆ ตลอดแนวทางเดินได้รับแสงแดดที่ส่องมาถึง
พันธ์ไม้ พร้อมมีระบบชักน้ำจากแม่น้ำ จากรางส่งน้ำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี ปัจจุบัน
สวนลอยบาบิโลนได้สาญสูญไปหมดสิ้นแล้ว
 
 
Hanging Gardens of Babylon หรือสวนลอยบาบิโลน
 
 
สู่ตำนาน Green roofs ยุคศตวรรษที่ 19-20

โดยก่อนหน้านี้ สามารถพบเห็น Green roofs ในหมู่บ้านเล็กๆทั่วไปในแถบทวีป
ยุโรป เหตุผลส่วนใหญ่ เกิดจากการทำขึ้นคล้ายเป็นธรรมเนียมท้องถิ่น เช่นเดียว
กับเหมือนบ้านมุงจาก ในเอเชียใต้ ของ ไทย ลาว เขมร

แต่ Green roofs มีความสำคัญอย่างลึกซึ่งต่อบ้านเรือน ที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟเพราะ
สามารถดูดซึบฝุ่นผงเถ้าถ่าน และเป็นตัวกรองน้ำฝน ก่อนสู่ระบบนิเวศที่ดีเยี่ยม
ประการสำคัญ ชาวชนบทโบราณทราบดี คือ ช่วยรักษาอุณหภูมิของบ้านให้เย็น
สบายพอเหมาะตอนทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับโรงนา ที่เก็บรักษาผลิตผลอาหาร หรือเป็นคอกสัตว์ อุณหภูมิที่มีความเย็น
ภายในจาก Green roofs นั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างดีต่อสัตว์เลี้ยง และช่วย
ถนอมอาหาร
 
 
Green roofs แบบเก่าแก่บนเกาะ Faroe บริเวณ Atlantic Ocean
ในเขตปกครองตนเองประเทศ Denmark
 
 
Green roofs ใน Newfoundland แถบแคนาดาตะวันออกที่ได้ถูกสร้างอนุรักษ์ไว้
จากต้นแบบ เดิมเป็นที่อยู่อาศัย ของชาวไวกิ้ง
 
 
Green roofs แบบเก่าแก่ในฟารม์ปศุสัตว์ เมือง Heidal ประเทศ Norway
 
 
Green roofs ใน Iceland
 
 
หลังศตวรรษที่ 18 พบการใช้ในแถบสแกนดิเนเวียตอนเหนือ เรียกว่า Sod roofs
(ดินที่มีหญ้าเป็นแผ่นๆ) ถัดมาปลายศตวรรษที่ 19 มีการก่อสร้างอาคารห้องชุด
โดยชาวเยอรมัน นำกรวด ทราย และ Sod roofs มาใช้เป็นส่วนป้องกันอัคคีภัย
ซึ่งใช้บนชั้นที่ 5 ของตัวอาคาร ได้พบในการบรูณะอาคารหลังจากการก่อสร้าง
แล้ว 80 ปี จากแบบแปลนการก่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นหลักเกณฑ์เทคโนโลยี่ใหม่
ของยุคนั้น

Green roofs เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ในประเทศ Switzerland สร้างเมื่อ ค.ศ. 1914 เป็นการออกแบบโรงทำน้ำประปาใน Wallishofen เมือง Zürich มีหลังคาคอนกรีต
คลุมเป็นเนื้อที่ 30,000 ตารางเมตร เพื่อรักษาความเย็นภายในและป้องกันไม่ให้
แบคทีเรียเติบโตในชั้นกรอง มีการใส่ชั้นระบายน้ำด้วยกรวดชั้นดินหนา 15 ซ.ม.
บนหลังคาคอนกรีตที่ได้ป้องการรั่วซึมไว้แล้วด้วยยางมะตอย มีเมล็ดหญ้าติดมา
จากดินเจริญเติบโตขึ้นเต็มพื้นที่

ค.ศ. 1930 ในอเมริกา Green roofs ได้ถูกออกแบบบนอาคารที่พักอาศัยของ
Rockefeller Center เป็นลักษณะ Extensive green roofs (แบบต้องดูแลและ
ใช้ประโยชน์เป็นสวนพักผ่อน) ขนาดพื้นที่ 76,400 ตร.ฟุตและพืชยังงอกงามมา
จนทุกวันนี้
 
 
แบบโรงทำน้ำประปาใน Wallishofen เมือง Zürich
 
 
อาคาร Rockefeller Center ประเทศอเมริกา
 
 
บทบาทการใช้ Green roofs มีแพร่หลายต่ออย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ เช่น
สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมัน ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ ได้มีการส่งเสริมและบางกรณี
เป็นกฎหมายที่สนับสนุนให้ใช้ Green roofsในหลายพื้นที่เพื่อผลทางด้านสภาพ
แวดล้อมอีกด้วย เช่น

Ford Motor บริษัทยักษ์ใหญ่โรงงานประกอบรถยนต์ฐานผลิตที่ River Rouge
Plant นับว่า เป็นโครงการใหญ่ที่สุดของอเมริกาปี ค.ศ.2003 ในชื่อโครงการ Ford
Motor Company's River Rouge Plant

พื้นที่ Green roofs ราว 454,000 ตารางฟุต ออกแบบโดยสถาปนิก ชื่อ William
McDonough และคณะ เป็นการออกแบบ ประเภท Extensive green roofs ซึ่งมี
น้ำหนักเบาเพียง 12 ปอนด์ต่อ 1 ตร.ฟุต ความลาดเอียงของหลังคา 1.5 องศา
ทั้งนี้เป็นเหตุผลต้องการชดเชย ความบกพร่องสภาพแวดล้อม อันเกิดจากระบบ
ของโรงงาน จากข้อแนะนำของ Michigan State University

l'Historial de la Vendée พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ของฝรั่งเศส PLAN01 เป็น
ผู้ออกแบบ โดยมีหลังคาทั้งหมดเป็น Green roofs ถึง 8,000 ตารางเมตร ชนิดน้ำ
หนักเบาหนา 10 ซม. ปลูกพืชคลุมดินประเภท Black Forest (พืชป่าสนเขาแบบ
ภาคใต้ของเยอรมัน) แล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ ค.ศ. 2005
 
 
Ford Motor Company's River Rouge Plant ประเทศอเมริกา
 
 
Green roofs L'Historial de la Vendée พิพิธภัณฑ์ ประเทศ ฝรั่งเศส
 
 
Chicago City Hall ศาลาประชาคมเมืองชิคาโก เป็นโครงการจากแนวคิดของ
กองสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครชิคาโก เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.2000 แล้วเสร็จปี ค.ศ.2001
พื้นที่ Green roofs ประมาณ 20,300 ตร.ฟุต ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
ปีละ 200,000 บาท และยังเป็นที่หย่อนใจของประชาชน

California Academy of Sciences เริ่มในปี ค.ศ. 2007 ใช้ชื่อโครงการว่า
California Academy of Sciences, The Osher Living Roof ตั้งอยู่ที่ San
Francisco พื้นที่ Green roofs ประมาณ 197,000 ตร.ฟุต โดยมีระบบพลังงานแสง
อาทิตย์ สามารถผลิตได้ 213,000 kilowatt-hours ทั้งหมดจึงเป็นการลดก็าซ
คาร์บอนได้ปีละ 405,000 ปอนด์
 
 
Chicago City Hall ประเทศอเมริกา
 
 
California Academy of Sciences ประเทศอเมริกา
 
 
โครงการ Green roofs มิได้เป็นที่สนใจในยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้น ทวีปเอเชีย
เช่นประเทศสิงคโปร์ ได้เริ่มต้นใน Nanyang Technological University ออกแบบ
โดย CPG Consultants ในแนวคิดการผสมผสานของสิ่งแวดล้อม และการจัดการ
ระบบน้ำฝนให้ได้ประโยชน์กับสภาพแวดล้อมโดยรอบของบริเวณนั้น

และเมื่อ ค.ศ. 2008 ประเทศสิงคโปร์ สร้าง Marina Barrage (ระบบทำนบกั้นน้ำ)
กว้าง 350 เมตร เพื่อเป็นประตูเขื่อนในคลอง Marina สำหรับรับน้ำฝนเป็นแผนป้อง
กันอุทกภัยน้ำท่วมเมือง ควบคุมระดับน้ำจากเมืองและทะเล ซึ่งได้เปิดใช้แล้วโดย
บริเวณนั้นจัดทำ Green roofs พื้นที่ขนาดใหญ่ สำหรับด้านสันทนาการด้วยและ
ในคลองเมื่อมีประตูทำนบแล้ว ได้ใช้เป็นพื้นที่แข่งกีฬาทางน้ำได้อย่างเหมาะเจาะ
 
 
Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์
 
 
Marina Barrage ประเทศสิงคโปร์
 
 
เห็นได้ว่าโครงการใหญ่ระดับประเทศ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ Green roofs เป็น
หลักทั้งนี้เพราะมีประโยชน์มหาศาล เกี่ยวโยงกันและส่งผลดีต่อประชากรของตน
จึงมีการจัดแบ่งเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์ดังนี้

ในเชิงงานวิจัยและทดลอง Green roofs แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่

1. Green roofs แง่ของเทคโนโลยีอาคาร ในการออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อ
การประหยัดพลังงาน เน้นการทดลองวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยลด
อุณหภูมิลดการใช้พลังงาน สร้างภาวะน่าสบาย

ส่งเสริม แนวความคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในรูปแบบของสถาปัตยกรรม
สีเขียว (Green architecture) หรือสถาปัตยกรรมสะอาด (Clean Architecture,
Clean Technology) เน้นที่เทคโนโลยีในการออกแบบก่อสร้างงาน สถาปัตยกรรม
คำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

2. Green roofs ที่หมายถึง หลังคาที่เป็นสีเขียวจากการมีพืชพันธุ์ ปกคลุมอยู่
ข้างบนไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณในลักษณะพืชคลุมดิน ไม้เลื้อย หรือลักษณะใดๆก็
ตามเน้นคำนึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยตรง นอกเหนือไปจากการสร้าง
สภาวะสบายและการลดการใช้พลังงานของอาคาร

ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
Green roofs ที่เป็นสวนหลังคา (Roof garden) สามารถออกมาใช้สอยพื้นที่ได้
Green roofs ที่เน้นการปลูกพืชพันธุ์บนหลังคาไม่ได้เน้นที่ประโยชน์ใช้สอย
 
 
Green roofs ที่เป็นสวนหลังคา (Roof garden) สามารถออกมาใช้สอยพื้นที่ได้
 
 
Green roofs ที่เป็นสวนหลังคา (Roof garden) สามารถออกมาใช้สอยพื้นที่ได้
 
 
Green roofs ที่เน้นการปลูกพืชพันธุ์บนหลังคา เพื่อลดแสงสะท้อน
 
   
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017