Skyfarming : สวนเกษตรบนตึกระฟ้า [หน้า 1/2]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                Latest update : Oct 29, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
  Skyfarming : สวนเกษตรบนตึกระฟ้า [หน้า 1/2]
 
 
 
ปัจจัยแห่งความอยู่รอดของชีวิตบนโลกคือ น้ำ อาหาร อากาศ และเครื่องนุ่งห่ม
อนาคตของอาหารโลก เป็นสิ่งที่น่าวิตก จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกลดลงและตัวเลขจำนวน
ประชากรโลกจาก 6.8 พันล้านคน ในปี ค.ศ.2009 พุ่งขึ้นไปเป็น 9.5 พันล้านคน
อย่างน่าตกใจ ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ.2593)

เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นราว 40 ปีข้างหน้า ประชากรโลกรุ่นหนุ่มสาวในวันนี้มีสิทธิ์
เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหากประชากรล้นโลกและ
เริ่มขาดแคลนอาหาร อาจต้องเกิดการแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูก หรือเกิดการกักตุน
อาหารเพื่อความอยู่รอด ท้ายที่สุดราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นดั่งราคาทองคำก็เป็นได้
 
 
ค.ศ. 2050 พื้นที่เพาะปลูกบนพื้นดิน จะไม่เพียงพอต่ออัตราประชากรที่เพิ่มสูงขึ่น
 
 
ประชากรล้นโลกจะเกิดอะไรขึ้น

ขณะนี้โลกมีประชากร 6.8 พันล้านคน ค่าเฉลี่ยพื้นที่การเพาะปลูกเพื่อเป็นผลิตผล
การเกษตรด้านอาหาร ต่อใช้พื้นที่รวมกันเท่ากับทวีปอเมริกาใต้ จึงจะเพียงพอ
หาก ค.ศ. 2050 คาดว่าจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 9.5 พันล้านคน คิดอัตราการ
บริโภคอย่างน้อย 1,500 Calories/วัน โลกจะต้องใช้พื้นที่การเกษตรด้านอาหาร
เท่ากับทวีปอเมริกาใต้ร่วมกับ ประเทศบราซิลทั้งประเทศ คิดเป็นพื้นที่ราว 2.1
พันล้านเอเคอร์

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่บนโลก จะหาพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นขนาดนั้น และการเกษตรทั้งโลก
ต้องการน้ำจืดในระบบชลประทานประมาณ 70% จากระบบน้ำของโลก นอกจาก
นั้นไม่สามารถนำมาใช้บริโภคเพาะปลูกได้ เพราะเป็นน้ำเสีย มีส่วนผสมของยา
ฆ่าแมลง สารฆ่าวัชพืช และเป็นโคลนตะกอน นอกจากนั้นยังจำต้องสงวนน้ำจืด
สำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้นมหาศาลอีก ซึ่งมีแนวโน้มต่อการขาดแคลนน้ำสะอาด
สำหรับใช้ดื่มในหลายประเทศ

มีความเป็นไปได้มาก ราคาผลิตภัณฑ์อาหาร พุ่งสูงขึ้นโดยอิงราคาเชื้อเพลิง
เนื่องจากเป็นกลไกด้านเศรษฐกิจ ดังตัวอย่างดัชนีในระหว่างปี ค.ศ.2005-2008
ที่ผ่านมาราคาขึ้นเป็น 2 เท่า

ดังนั้นนักพืชไร่วิทยา (Agronomists) ได้มองเห็นปัญหาดังกล่าว อาจเกิดระบบ
อุตสาหกรรม พืชไร่ (Industrial farming) ขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยใช้เครื่องจักร
แทนสัตว์ในการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ใหม่ให้ได้ผลสูงสุด

ด้วยสาเหตุสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ต้นทุนกระทบถึงราคาขายส่งแน่นอน
ซึ่งระบบอุตสาหกรรมพืชไร่ใหม่เกิดขึ้นด้วย การลงทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากไม่มีพื้นที่
การเกษตรเหมือนดังเดิม เพราะแห้งแล้ง น้ำท่วม ทำให้สูญเสียพื้นที่อันสมบูรณ์
ไม่เว้นแม้แต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ในประเทศไทย

สาเหตุสถานการณ์โลกร้อน ได้ทำให้เกิด Dead zones (พื้นที่ไร้สภาพ) ไปทั่ว
คาบสมุทรทุกหนแห่ง จะเกิดปัญหาใหญ่ที่น่ากลัวไปเกือบครึ่งโลก โดยเฉพาะ
การรุกรานของปรสิต เชื้อโรคพันธ์ใหม่ หลายรูปแบบ แม้ว่า Dead zones เกิด
ขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเล หรือมหาสมุทร ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้อง แต่เป็น
ปัญหาเกี่ยวโยงถึงห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ ที่จะขาดหายไป

อีกหนึ่งในปัญหาคือมีการแพร่เชื้อจาก ระบบขับถ่ายอุจจาระของมนุษย์เองที่นำ
มาเป็นปุ๋ยหมักใช้ในการปลูกพืช เนื่องจากราคาถูกกว่า โดยเฉพาะในแถบทวีป
เอเชียใต้ อัฟริกา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ซึ่งประชากรมีความเป็นอยู่ไม่ถูก
สุขอนามัย อย่างหนาแน่นถึง 2.5 พันล้านคน ทำให้ พื้นที่เหล่านั้นเป็นเขตแพร่
กระจายด้วยสภาพอากาศ และแหล่งน้ำจากหนอนปรสิต ด้วยโรคติดต่อชนิดต่างๆ
 
 
Dead zones คือบริเวณพื้นที่สภาพแวดล้อมเป็นน้ำ (ทะเล มหาสมุทร) เกิด Anoxic ขึ้น หมายถึง
มีการละลายตัวความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนต่ำ หรือเหลือในระดับ 0 สามารถ เกิดขึ้นได้ใน
หลายพื้นที่ เช่น แนวยาวตามชายฝั่งคาบสมุทร และขยายพื้นที่กว้างขึ้น ลงสู่พื้นใต้ทะเล ทำให้สิ่ง
มีชีวิต พืช สาหร่าย ขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ขาดแคลนออกซิเจนส่งผลเป็นห่วงโซ่อาหารไปยัง
สัตว์ทะเลต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารมนุษย์ ลดน้อยและหายไปในที่สุด
 
 
จุดสีดำ คือพื้นที่่ Dead zones เกิดขึ้นทั่วโลก
 
 
สัตว์น้ำได้รับ ผลกระทบจาก Dead zones
 
 
การเปลี่ยนแปลงระบบพืชไร่ การเกษตรใหม่

จากเดิมมนุษย์ พยายามหาทางออกให้กับบ้านอยู่อาศัย โดยการใช้ Green roofs หรือหลังคาเขียว ช่วยลดความร้อนและประหยัดพลังงาน นับว่าเป็นหนทางออก
เพื่อช่วยชุบชีวิตเมือง ต่อมาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นอีกเป้าหมายช่วยลดโลกร้อน
มองได้ว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และดีขึ้น

แต่อนาคตปัญหาอาหารโลก จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกปัญหา จากสาเหตุลดลงของ
จำนวนผลิตภัณฑ์อาหารโลก พร้อมทั้งความไม่น่าไว้ใจต่อระบบการรุกรานของ
เชื้อโรค

กลยุทธที่จะเปลี่ยนแปลงระบบอาหารโลก ต้องจัดกา ด้านการเกษตรในระบบ
ปิดภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด โดยมีแนวทางใช้พื้นที่ การเกษตรแบบแนวตั้ง
(Vertical farms) มาทดแทน จากสาเหตุที่พื้นที่เพาะปลูกมีน้อยลง

แม้ว่ามีเงินซื้อที่ดินก็ตาม แต่จะไม่มีที่ดินห้ซื้อ ดังนั้นต้องสร้างอาคารสูงหลายชั้น
เพื่อเพาะปลูกทดแทนพื้นที่ที่ขาดแคลน ในแต่ละชั้นจัดทำเป็น Greenhouses
(เรือนกระจก) เพื่อควบคุมน้ำและอุณหภูมิ มิให้สูญเปล่า ซึ่งจะทำให้เกิดผลผลิต
ได้ตลอดปี

ระบบดังกล่าวนี้จะปราศจากเชื้อโรค และไม่ต้องการใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซหรือ
น้ำมันสำหรับเครื่องจักรกลใดๆ อันเป็นการลดก๊าซคาร์บอนที่จะปลดปล่อยออกมา เพิ่มสู่ระบบอากาศของโลก เพราะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบได้
 
 
แนวคิดการเพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ การเกษตรแบบแนวตั้ง (Vertical farms)
 
 
Center for Urban Agriculture บนพื้นที่ 72 เอเคอร์ สามารถเพาะปลูก พืช ผัก ผลไม้ และมี
ระบบเก็บน้ำฝน นำมาปรับปรุงคุณภาพสำหรับดื่ม พลังงานในอาคารใช้แบบ Photovoltaic cells
100% ออกแบบโดย Mithun’s architects
 
 
ประโยชน์การเกษตรแบบแนวตั้ง

กรณีศึกษาดังกล่าวทำให้ไม่ต้องรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งเหลือน้อยลงทุกๆวัน อย่าง
น้อยเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมโลก จึงจะไม่ก่ออันตรายต่อโลกเพิ่มขึ้นไปอีก นอกจากนั้นการใช้เครื่องมือ ในระบบพื้นที่ปิดช่วยให้ตรวจสอบการแพร่กระจาย
ของเชื้อโรคซึ่งจะทำลายพันธ์พืชที่ปลูกไว้ จะไม่เกิดการกัดกินจากแมลงศัตรูพืช
และประหยัดน้ำจากระบบหมุนเวียน

การควบคุมอุณหภูมิ ให้เหมาะสมก็จะปลูกพืชต่างชนิดกัน ในอาคารเดียวกันได้
ข้อสำคัญ คือ สามารถใช้งานได้ยาวนาน และต้องการแรงงานน้อยลง เชื่อว่าหาก
เกิดการเกษตรแบบแนวตั้งเพิ่มมากขึ้น กลไกของธรรมชาติ จะมีโอกาสฟื้นฟูระบบ
นิเวศ (Ecosystems) ได้ด้วยตนเอง เพราะมนุษย์หยุดบุกรุกป่าและลดคาร์บอนได้
เป็นจำนวนมาก และยังได้รับผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ ประหยัดค่า
ขนส่ง เพราะสามารถปลูกในใจกลางเมืองได้
 
 
กรณีพื้นที่ตัวอย่าง ต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ บริเวณเขตปลอดทหารชายแดนเกาหลีเหนือและ
เกาหลีใต้ มีความกว้าง 2.5 ไมล์ เกิดขึ้นหลังสงครามเกาหลี ค.ศ. 1953 ปัจจุบันนี้มีความ
สมบูรณ์จากพันธ์ไม้ขนาดใหญ่หนาแน่น
 
 
ผลผลิตของ Eurofresh Farms
 
 
ความเป็นไปได้ซึ่งพิสูจน์ว่าได้ผล

แม้ฤดูกาลเป็นปัจจัยต่อผลผลิต การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกหนาแน่นตามเมือง
ใหญ่ทั่วโลก ความต้องการนั้น สามารถเป็นจริงบนตึกระฟ้าในเมืองได้หรือไม่
สิ่งที่แน่นอนในขณะนี้ ระบบการเกษตรแบบปิด สามารถจัดการให้เกิดขึ้นในทุกๆ
ที่โดยอาศัยเทคนิค 4 แบบ คือ

1.Drip irrigation การปลูกพืช ใช้ชลประทานระบบน้ำหยด

2.Aeroponics การปลูกพืชโดยส่วนรากพืชลอยอยู่ในอากาศ และฉีดสารละลาย
ธาตุอาหารเป็นฝอย ไปยังรากพืชโดยตรง สารละลายที่เหลือ จะไหลไปรวมที่ถัง
พักเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

3.Hydroponics การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน มี 2 วิธีคือ การปลูกในน้ำ ซึ่งบริเวณ
รอบๆรากของพืชเป็นของเหลว โดยรากจะแตกในออกมาสู่ของเหลวนั้น และ
การปลูกในวัสดุแข็ง เช่น แกลบ ทราย ขุยมะพร้าว หินภูเขาไฟ ฯลฯ โดยทั้งหมด
เป็นการพยุงรากพืช แต่จะมิได้เป็นสารอาหารสำหรับพืช

4 Prodrolit การปลูกพืชโดยใช้ดินน้อยระบบมีน้ำหนักเบา เน้นปลูกบนอาคารสูง
โดยไม่ต้องออกแบบเผื่อน้ำหนัก และมีระบบกักเก็บน้ำอยู่ภายใน สามารถรักษา
ความชื้นได้ดี พร้อมช่วยให้อาคารเย็น ใต้ผิวดินและมีระบบป้องกันน้ำล้นท่วมพืช
ไม่ทำให้รากเน่า

โดยทั้ง 4 แบบสามารถพิจารณา ความเหมาะสมต่อการปลูกพืชในลักษณะต่างๆ
ตัวอย่างเช่น Eurofresh Farms ในทะเลทราย Arizona ประเทศอเมริกา บนพื้นที่
318 เอเคอร์ สามารถปลูกพืช ในระบบปิดแบบ Greenhouse ภายใต้แนวคิดสงวน
น้ำไว้ในสภาพแวดล้อม (ใช้เพียง 1 ใน 3 ของแบบเปิด) ให้สารอาหารพืชอย่าง
เพียงพอ ป้องกันเชื้อโรคเพื่อคุณภาพ และความปลอดภัย ผลรับให้มะเขือเทศ
แตงกวา แตงร้าน ที่มีคุณภาพสูงมีผลผลิตเป็น 10 เท่าต่อเนื่องตลอด 12 เดือน
เมื่อเทียบกับการ ปลูกในระบบเปิดแบบทั่วไป
 
 
อาคารสำหรับปลูกพืช ระบบปิดแบบ Greenhouse ของ Eurofresh Farms
 
 
ภายในของ Eurofresh Farms
 
 
โหระพาม่วง โหระพาไทย ปลูกในระบบ Prodrolit (แปลงทดลองในประเทศไทย) โดยใช้ดิน 1-2 นิ้ว
 
 
กระเพา ปลูกในระบบ Prodrolit (แปลงทดลองในประเทศไทย) โดยใช้ดิน 1-2 นิ้ว
 
 
ผักกาด ปลูกในระบบ Prodrolit (แปลงทดลองในประเทศไทย) โดยใช้ดิน 1-2 นิ้ว
 
 
ข้าวสาลี ปลูกในระบบ Prodrolit (แปลงทดลองในประเทศไทย) โดยใช้ดิน 1-2 นิ้ว
 
   
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017