|
|
| |
 |
 |
 |
| |
Superstrings (Theory of Everything) :
อธิบายสิ่งที่ใหญ่ที่สุด ด้วยสิ่งที่เล็กที่สุด
จักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ไม่เคยมีสิ่งใดใหญ่จริงๆแม้แต่อย่างเดียว
อยากให้เริ่มต้นบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ มีภาพอะไรสัก ภาพลองหยิบขึ้นมาดู
สมมุติเป็นภาพที่มีขนาด 8X10 นิ้วแล้วใช้แว่นขยายส่องดู จะเห็นได้ว่าในภาพ
มีจุดเล็กๆของหมึกซ้อนทับกันอยู่ มีความต่างของสีแต่ ทุกสีที่ปรากฏ
เกิดจากการรวมตัวของจุดเล็กๆทั้งสิ้น เชื่อมโยงกันเป็นภาพใหญ่
หรือมีน้ำในแก้วข้างหน้าสัก 1 แก้ว นั้นก็เป็นการรวมของหยดแต่ละหยด
จนเต็มแก้ว หากรวมมากขึ้น ก็เป็นแม่น้ำ ทะเล มหาสมุทร ออกไปตามชนบท เห็นภูเขา ส่วนประกอบของภูเขาเป็นหินก้อนใหญ่ก็จริงแต่เกิดจากการรวมตัว
ของเมล็ดทรายเล็กๆ สะสมเป็นก้อนจากหลายก้อนเป็นภูเขา
แม้แต่พายุก็เช่นกันประกอบ จากหน่วยย่อย ของอนุภาพต่างๆจนเกิด
เป็นพลังงานสามารถทำลายล้างได้ กองไฟ เป็นการรวมตัวหน่วยย่อย
อนุภาพของก๊าซที่เกิดสันดาปเผาไหม้จนเป็นพายุ เพลิงได้เช่นกัน
ท้ายสุดโลกเรา คือ การรวมหน่วยย่อยต่างๆ มากมายที่ประกอบด้วยกัน
เมื่อโลก ดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์ รวมกันเป็นระบบสุริยะ รวมกันอีกมาก
มากขึ้นเป็น ดาราจักรทางช้างเผือก หลายๆดาราจักร รวมกันเป็นจักรวาล |
 |
| การบิดรวมตัวของ วงแหวน Cosmic superstring |
 |
| แสดงการทำงาน Multi-dimensional (Space time) ของ Superstrings |
| |
การอธิบายระบบของจักรวาล เราสามารถอธิบายได้
จากทฤษฎี Superstrings โดยมีรายละเอียดลึกลงไปอีกว่า
อนุภาพส่วนที่เล็กที่สุดนั้น มีการสั่นไหวตลอด เวลาการสั่นไหวนั้น
ก็เกิดขึ้นรอบตัวเรา แต่เราอาจสัมผัสไม่ได้ เช่นเดียวกันยังมองไม่เห็นอีก
แต่การสั่นไหวนั้นเกิดคลื่นธรรมชาติที่เรียบง่ายเชื่อมโยงกันด้วย แรง 4 ประเภท
ที่กล่าวในตอนต้น อย่างไม่สิ้นสุดไปทั่วทั้งจักรวาล ธรรมชาติร่างกายมนุษย์
สามารถจับคลื่นการสั่นสะเทือนของแสง(เห็นภาพ) การสั่นสะเทือนของคลื่นเสียง (ฟังเสียง) ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
คลื่นส่งวิทยุ คลื่นส่งโทรทัศน์ คลื่นโทรศัพท์มือถือ ที่วิ่งวุ่นวายรอบตัวเรานั้น มีมากมาย ยิ่งกว่าเชื้อโรค แต่เราไม่เคยเห็นด้วยตาได้เลย
อนุภาพที่กล่าวประกอบด้วยประจุไฟฟ้าเช่นกันมนุษย์ มีข้อจำกัดในการรับรู้
ของย่านความถี่คลื่น ที่ปรากฏจากระบบจักรวาล
แต่หากสามารถเห็นเหล่าคลื่นที่เชื่อมระบบของจักรวาลแล้ว
ระบบของคลื่นเป็นรูปแบบ ที่มี ระเบียนแบบแผนที่สุด ถึงซับซ้อนก็ซับซ้อน
ด้วยความสมมาตรสวยงามทั้ง ด้านฟิสิกส์ ลงตัวด้านองค์ประกอบศิลป์
สีที่แสดงเป็นค่าของแสง (ไม่ใช่สีแบบ ที่เขียนภาพ) แม้แต่ภาพต่างๆ
ที่ได้จากการค่าต่างๆ ในห้องปฎิบัติการ ด้านจักรวาลวิทยาจริง
ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก็ยังเทียบไม่ได้ |
| |
 |
ตัวอย่างการเห็นภาพแบบ Hypercube images ต่างมิติกัน
จากซ้ายบน ภาพแบบ 3 มิติที่เราเห็นตามปกติหากปรากฏ มิติอื่นๆที่เพิ่มขึ้น
จาก 3D - 4D จน 10D ภาพเดิมจากเปลี่ยนและซับซ้อนไปตามแต่ละมิติ |
| |
Enlarge of universe System :
ภาพขยายลึกลงไปของระบบแห่งจักรวาล
ทฤษฏี Superstrings ได้ให้ความกระจ่างเพิ่มเติม ก่อนการเกิด
Big bang ที่จริงจักรวาลมี 10 มิติ (ปัจจุบันเราาสัมผัสอยู่เป็นลักษณะ 4 มิติ ประกอบด้วย อวกาศ 3 มิติ และเวลา 1 มิติ)
ปัญหาของ 10 มิตินั้นไม่มีความเสถียร แตกออกแยกเป็น 2 ส่วน
นั้นหมายความว่าเดิมไม่ได้ว่างเปล่า ตามทฤษฎี Big bang ถ้าเป็นเช่นนั้น
เท่ากับเรามีจักรวาล 2 จักรวาล แบบ 4 มิติ ที่เราอาศัยอยู่ปัจจุบัน และ 6 มิติ
อีกจักรวาลหนึ่ง ในทฤษฏี Superstrings เรียกว่า
Multidimensional universes จะ ถูกต้องหรือไม่ ? แท้จริงมีเพียง 10 มิติ เท่านั้น หรือ ? อาจมากกว่าได้หรือไม่ ?
แม้ว่า Superstrings ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางนัก บางประเด็นก็ยังมี ข้อจำกัดของการอธิบาย อย่างน้อยเป็นหนทางที่จะขบคิดต่อไปได้
Higher- dimensional universe :
เรื่องมิติที่มองไม่เห็น หรือมิติที่สูงกว่า
นิยายวิทยาศาสตร์กล่าวถึงอีกมิติหนึ่ง เดินทางเจาะทะลุผ่านสู่ห้วงเวลา
(Back to the future ) หรือการกล่าวถึง การเชื่อมการเดินทางแบบรูหนอน
(Worm holes) ของเอกภพคู่ขนาน (Parallel universe)
หรืออีกนัยกล่าวว่า มีการซ้อนทับกันกับอีกมิติ
แต่ละประเด็นมีเหตุผลของตนเอง สิ่งที่แน่นอนคือ มองไม่เห็น
เหตุผลที่ได้อธิบายต่อไปคือ อีกมิตินั้นเมื่อแตกแยกออกมา
มีการหดตัวเหลือขนาดเล็กมาก จนมองไม่เห็น แท้จริงแล้วคำว่าหดตัว จะหมายความว่า มีความละเอียดของโครงสร้าง ทางกายภาพมาก
จนอีกมิติหนึ่งไปจับต้อง สัมผัสด้วยประสาทรับรู้ไม่ได้ ใช่ หรือไม่
ถ้าใช่ ทำนองเดียวกันแสดงว่าโครงสร้าง ของมิติ ที่เราอาศัยอยู่เป็นมิติ หยาบกว่าด้วยอะตอมเป็น โครงสร้างของทุกสิ่ง
ไม่เพียงเท่านั้นมิติที่ละเอียดกว่า หรือจะเรียกว่ามิติที่สูงกว่า
(Higher- dimensional universe) มีรูปแบบเหนือคำบรรยายที่มนุษย์จะเข้าใจได้
ทั้งรูปแบบและคุณลักษณะ นิยายวิทยาศาสตร์ที่มีแนวคิด
อย่างชาญฉลาด อาจต้องย่อมแพ้ |
| |
 |
 |
Worm holes (รูหนอน) ทางลัดเชื่อมต่อเอกภพ มีความเป็นไปได้แค่ไหน ?
Parallel universe (เอกภพคู่ขนาน) มีจริงหรือ ? |
| |
 |
Black hole (หลุมดำ) ในอดีตเราไม่แน่ใจนักว่ามีหรือไม่ ปัจจุบันนี้ เชื่อว่ามีอยู่ทั่วไป
เป็นระบบอันตรายที่สุดในจักรวาล สามารถดูดกลืนทุกสิ่งได้
แม้แต่แสงก็ไม่สามารถผ่านออกมาได้ จุดศูนย์กลาง อยู่ท่ามกลางเส้นโค้งของ Space time
ที่ไม่มีจุดจบ ขยายตัวด้วยความเร็วกว่าแสง |
| |
 |
กระแสพลังงานของหลุมดำ จากบริเวณศูนย์กลางของ กาแล็คซี่ NGC4151
มีความเร็ว ประมาณ 100,000 ไมล์/ชม.
พบว่าสีน้ำเงินเข้ม หนาแน่นไปด้วย Higher energy photons ส่วนสีแดง Lower energy photons |
| |
ทั้งหมดที่เราคิดว่ารู้จักระบบจักรวาลแล้ว คำตอบคือไม่ใช่ ยังมีคำถามอีกมากมาย
แทบที่จะไม่รู้จักระบบแท้จริง ของจักรวาลเลยแม้แต่น้อย เปรียบว่า เราพึงเริ่มต้นเรียน ก.ไก่ เท่านั้นยังอ่านเป็นคำๆไม่ได้ด้วยซ้ำ
เราเพียงรู้จักกลไก การทำงาน ด้านกายภาพบางส่วนเท่านั้น
ระบบจักรวาลเป็นเหตุผลทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้ปรุงแต่ง ปัญหาใหญ่คือ
สิ่งที่มองไม่เห็น เป็นเหตุผลที่พิสูจน์ยาก เฉพาะยังมีโครงสร้าง
มิติ Spacetime ทับซ้อนกันยิ่งทำให้มีข้อกังขามากขึ้น ทำให้การสำรวจระบบ
ทั้งหมดของ จักรวาลจึงเป็นเรื่องท้าทาย เหมือนเราเป็นมดที่กำลังไต่สู่
การเดินทางตรวจสอบโลกใบใหญ่ทั้งใบนั้นเอง
จำเป็นที่ต้องพยายามอย่างมาก ด้วยเวลาที่ยาวนานต่อไป |
| |
 |
| ระบบการดูดกลืนของหลุมดำเชื่อว่าเป็นอันตราย เป็นกับดักอยู่ทั่วจักรวาล |
| |
 |
ระบบดาวคู่ (Binary star system) เป็นเงื่อนปกติที่ ดาว 2 ดวง
โคจรแบบตุ้มถ่วงซึ่งกันและกัน ทำให้เพิ่มมวลพลังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
เท่ากับเพิ่มแรงดึงดูดที่มหาศาลหมุนเป็นวังวนของพลัง จนเกิดหลุมดำได้ |
|
|
|
|