จักรวาลวิทยา SunflowerCosmos org.
    Since : January 23, 2007                                                                                                                               Latest update : Mar 14, 2008
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   ดวงอาทิตย์ แหล่งพลังงานใกล้ตัวเราที่สุดในจักรวาล - 3
 
sunflowercosmos.org/
  ถ้าพายุสุริยะมีความแรงและเข้มข้น จะเป็นปัญหาต่อความต้านทานของสนามแม่เหล็กโลก
ที่จะปกป้องโลกได้อย่างราบรื่น เป็นเรื่องกังวลของนักวิทยาศาสตร์
 
  พายุสุริยะ

Solar Wind ปัจจุบันการสำรวจได้ชี้ชัดว่า พายุสุริยะได้หอบเอาไอออนก๊าซจาก
ดวงอาทิตย์ พัดตามแนวเส้นสนามแม่เหล็ก กระจายตัวเข้าสู่ระบบสุริยะด้วยความ
เร็วระหว่าง 300-800 กม.ต่อนาที ไปไกลถึงดาวพฤหัส และขอบสุริยะ

ด้วยความร้อนสูงจาก Magnetized plasma (แม่เหล็กจากก๊าซเหลว) มีระดับ
อุณหภูมิ 200,000 องศา K เมื่อผ่านเข้ามายังโลก คลื่นความถี่แม่เหล็กกลับลดลง
เหตุเพราะผลกระทบจากการชนกันระหว่าง อีเล็คตรอนและโปรตอนซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนอ่อนกำลัง ทำให้ความเร็วพายุสุริยะเมื่อใกล้โลกช้า เหลือประมาณ 300 กม.ต่ิอ
นาที อุณหภูมิความร้อน อีเล็คตรอนเหลือ 150,000 องศา K ส่วนโปรตอนเหลือ
เพียง 40,000 องศา K

โลก มีระบบสนามแม่เหล็ก (Earth's magnetic field) คอยปกป้องต้านทาน
เรียกว่าแนว Bow shock จากกระแสพายุสุริยะ ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกปลอดภัย
แต่มีจุดอ่อนบริเวณช่องว่าง ของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ พายุสุริยะยังสามารถ
เล็ดลอดเข้ามาได้ ที่เราเห็นเป็นลักษณะแสง ออโรล่า (Aurora) ที่สวยงาม

หากโลกไม่มี ระบบสนามแม่เหล็กแล้วจะทำให้รังสีที่ อันตรายจากพายุสุริยะพัด
เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้ง่าย แล้วทำลายระบบนิเวศ ต่างๆและทำลาย
ผิวหนังของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตามลักษณะสนามแม่เหล็กนั้นอ่อนไหว มิใช่
เป็นกำแพงแข็ง การโหมพัดอย่างรุนแรงของพายุสุริยะที่เข้มข้น ด้วยอนุภาพ
ของรังสี เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ มีความกังวลใจต่อสภาพแวดล้อมโลก

ลักษณะสนามแม่เหล็กโลก ให้เรานึกถือฟองสบู่ที่เรานำมาเป่าเล่นแล้วเกิดเป็น
ฟองลูกโป่งขนาดใหญ่ เวลาถูกลม ฟองลูกโป่งจะโย่ยไปโย่ยมาแต่ไม่แตก
นั้นคล้ายกับพายุสุริยะพัดปะทะสนามแม่เหล็กโลก โดยมีโลกลอยอยู่ตรงกลาง

ปัจจัยหนึ่งที่เริ่มมีปัญหา คือสนามแม่เหล็กโลกได้อ่อนตัวลง ด้วยผลกระทบ
จากการใช้ทรัพยากรโลกที่ไม่ระมัดระวัง เช่น ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
ทั่วโลก ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ การทำลายป่าไม้ เกิดสภาวะปฎิกิริยา
เรือนกระจก ทำให้โลกร้อน เชื่อว่าน่าจะมีผลถึงแกนภายในโลกและอาจกระทบ
ถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กโลกได้ อนาคตไม่กี่ร้อยปี มนุษย์อาจจะไม่
สามารถออกไปกลางแจ้งได้สะดวกเหมือนปัจจุบัน เนื่องจากรังสีของดวงอาทิตย์
เข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง
 
sunflowercosmos.org/
  ออโรล่า เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อนุภาพอีเล็คตรอน
วิ่งกระทบสนามแม่เหล็กโลกเข้าสู่บรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง
   
  ผลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ต่อโลก

หากโลกเราปราศจากแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ เราจะไม่สามารถยืนติดพื้นดิน
ได้เลย สภาพการลอยตัวจะเกิดขึ้นและควบคุมไม่ได้ออกสู่อวกาศ พื้นผิวโลก
จะมีความร้อนขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพิ่มขึ้น 28 เท่า

นอกจากนั้นยังมีผลในเรื่อง Effect on the tides (ปฏิกิริยา น้ำขึ้น-น้ำลง) เช่น
ดวงจันทร์มีต่อโลกแต่น้อยกว่า โดยดวงจันทร์ มีผล 70% ส่วนดวงอาทิตย์มีเพียง
30% โดยเฉพาะช่วง New Moon หรือ Full Moon (เต็มดวง) จะแสดงพลังงาน
แรงดึงดูดร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เมื่อตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
อยู่ในเส้นระนาบเดียวกัน หากตำแหน่งของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์มีตำแหน่ง
เป็นมุมฉากกัน ดวงจันทร์จะมีอำนาจแรงดึงดูดลดลงต่อโลก และการเกิดขึ้นช่วง
Quarter Moons (ไม่เต็มดวง) ก็เช่นกัน
 
sunflowercosmos.org/i
  ผลจากแรงดึงดูด ลักษณะแบบน้ำขึ้น น้ำลง ดวงอาทิตย์มีผลต่อโลก เพียง 30%
 
sunflowercosmos.org/
  ตารางแสดง รังสีที่มนุษย์มองไม่เห็น และอันตราย คือ Ultraviolet Rays - X-Ray
เข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก
 
 < ผลกระทบเรื่องรังสี และพลังงานดวงอาทิตย์ต่อมนุษย์

Ultraviolet Rays และ X-Ray

ความสว่างที่จัดของแสงดวงอาทิตย์ เป็นอันตรายต่อตามนุษย์ หากเรามองเข้าไป
โดยตรงเป็นเวลานานๆ เพราะรังสี Ultraviolet rays สามารถทำลายเซลล์ตาดำ
(Retinas) ให้เสียหายได้ เพราะฉะนั้นควรใส่แว่นกันแสงแดด เพื่อกีดขวาง รังสี Ultraviolet rays เป็นรังสีที่ตามนุษย์มองไม่เห็น

หมายเหตุ : การใช้แว่นกันแดดในกรณี ต้องระบุเป็นชนิด UV protection เท่านั้น
จึงป้องกันได้จริงเพราะเป็นกันเคลือบสารป้องกัน มิใช่เพียงเป็นกระจกสีเข้ม

ค.ศ. 2000 บนดวงอาทิตย์ บริเวณที่เรียกว่า AR9077 เกิด Flare ขนาดยักษ์
มีปฏิกิริยาผลกระทบเกิด Magnetic storms และ Dramatic auroral มีการม้วน
ตัว ของสนามแม่เหล็ก ขนาด 77,000 – 230,000 กิโลเมตร ตรวจพบเป็นขนาด
ใหญ่มากเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 30 ปี

ลักษณะนี้มีผลกระทบต่อโลก การหอบ Ultraviolet radiation เข้าสู่วงโคจร
ด้วยความเร็วและความแรง พุ่งเข้าสู่บรรยากาศทำลายชั้น Ozone มีผลกระทบ
ต่อระบบการสื่อสาร ผลกระทบสภาพแวดล้อมทางเคมีต่อชีวิตมนุษย์ นอกจาก
Ultraviolet rays ทีอันตรายต่อมนุษย์แล้ว X-Ray ก็ผ่านเข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศ
ใกล้ตัวเรามากเช่นกัน สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก เป็นตัวเสริม
ทำให้เกิดปัญหาติดตามมากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ โดยปัญหาคือคลื่นรังสี
เหล่านี้เรามองไม่เห็น จึงไม่อาจหลบหลีกได้เลย
 
sunflowercosmos.org/
  พายุสนามแม่เหล็ก บนดวงอาทิตย์ มีลักษณะเหมือนท่อที่ยืดหดได้ (คล้ายของเล่น)
 
sunflowercosmos.org/
  สภาพอวกาศรอบๆของโลก เกิด Plasmsphere ซึ่งเป็นอันตรายต่อการเดินทางข้ามอวกาศ
 
  The Plasmasphere

บริเวณสภาพแวดล้อมอวกาศรอบๆโลกมีส่วนประกอบของ อนุภาคไฟฟ้าซับซ้อน
ที่เกิดจาก Protons และ Electrons ดังเช่นเกลือ น้ำตาล พริกไทยเราสามารถนำ
ไปใส่ในส่วนประกอบการปรุงอาหาร รวมกันเป็นรสชาติหนึ่งเดียวที่อร่อย

อวกาศเช่นกัน ความเข้มข้นหรือเจือจางในส่วนประกอบอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะให้
อนุภาคต่างๆเกิดปฏิกิริยา ผสมรวมต่อกันได้ แล้วเกิดพละกำลังขึ้นใหม่ เกิดการวิ่ง
หมุนวน อย่างรวดเร็วรอบๆโลกได้ นับพันกิโลเมตรต่อวินาที พุ่งทะลวงหลงเข้า
ในชั้นบรรยากาศโลก

การที่เกิดขึ้นในบริเวณที่คาบเกี่ยว รอบๆอวกาศของโลก ระหว่าง 8,000-30,000
กิโลเมตร ไม่ใช่เป็นเรื่องห่างไกลตัวเรา เพราะอิทธิพลวงแหวน (ไม่เหมือนวงแหวน
ดาวเสาร์) สามารถช่วยหอบพลังงานนับหลายพันโวลต์ เข้าสู่บรรยากาศโลกได้ง่าย

ผลจากแรงส่งมหาศาลของ พายุสุริยะขนาดใหญ่เกิดขึ้น บนดวงอาทิตย์อย่าง
รุนแรง อำนาจสนามแม่เหล็กโลกไม่สามารถต้านทานได้ ขณะนี้ทางวิทยาศาสตร์
ยังไม่สามารถเข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่ามีพลังงานสูงแบบ High voltages ในบรรยากาศสนามแม่เหล็กโลก
 
sunflowercosmos.org/
  กราฟแสดงผล ระยะการผันผวนบนดวงอาทิตย์ จากการเกิดขึ้นของ Sunspot ค.ศ.1600-2000
 
  Solar Cycle ของดวงอาทิตย์คืออะไร

สำรวจพบชัดเจนเมื่อศตวรรษที่ 19 เป็นปรากฏการณ์ผันผวน ของดวงอาทิตย์
เกิดจาก รูปแบบปฏิกิริยา เช่น บริเวณ Corona บริเวณ Sunspots หรือเกิดขึ้นจาก
Flares เป็นต้น อย่างน้อยต้องเกิดอย่างกะทันหันมากกว่าค่อยๆเกิดขึ้น ระหว่าง
ช่วงทุกๆ 11 ปี (โดยประมาณ) ส่วนใหญ่แล้วเราจะมุ่งไปยังการผันผวนของ
จำนวน Sunspots ที่เกิดเพิ่มขึ้น

เชื่อว่าเป็นเหตุที่เกิดด้วยการ พยายามรักษาระบบแหล่งพลังงานของตนเองให้สู่
สภาพปกติ และสมดุลย การเกิดในแต่ละครั้งจะมีผลกระทบรุนแรงต่อสนาม
แม่เหล็กโลกและกระทบเป็นลูกโซ่มายัง ระบบสื่อสาร ระบบไฟฟ้า ของโลกได้

ด้วยมีการถกเถียงกันและความเห็น ในหลายกรณี พอสรุปความได้ดังนี้

การตรวจสอบพบว่ามีการเกิดปรากฏการณ์ จุดดับบนดวงอาทิตย์ มีการรวมตัว
ความเข้มข้นของ Carbon-14 หรือ Beryllium-10 ยังแตกต่างกันของช่วงเวลาที่
เกิดไม่ตรงกันนัก โดยมีค่าเฉลี่ยราวๆทุก 11 ปี

เนื่องจากดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่โตมาก มีตำแหน่งการตรวจสอบที่ยาก การแบ่ง
ส่วนพื้นที่ไม่ตรงกัน นักสำรวจที่บันทึกข้อมูล ครั้งโบราณด้วยกล้องแบบเก่า และ
ได้เสียชีวิตลงหมดแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จะต้องรอคอยสำรวจซ้ำใหม่ทุกๆ 11 ปี

เครื่องมือในสมัยเก่ามีความละเอียดน้อย ถึงแม้ว่าจะระมัดระวังใน การตรวจสอบ
แล้วก็ตาม ข้อมูลอาจไม่แน่นอน

การตรวจสอบ จำเป็นต้องซ้ำแล้ว ซ้ำอีกเพื่อผลสมบูรณ์ถูกต้องที่สุด และเป็นจริง
ด้วยต้องไม่มีเงื่อนไขข้อกำหนดอื่นๆประกอบ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นปรากฏการณ์
เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันเท่านั้น

การตรวจสอบปรากฏการณ์ ไม่จำเป็นต้องเข้มงวดทั้งหมด อาจจะมีช่วงห่างกัน
ระหว่าง 9 -11 -14 ปี ของ Solar Cycle หรือ อาจไม่จำเป็นนำช่วงเวลาการเกิด
มาเป็นข้อกำหนด เพียงใช้จำนวนจุดดับของดวงอาทิตย์มาเป็นตัวบ่งบอก
 
sunflowercosmos.org/
  หากเปรียบเทียบดวงอาทิตย์ของเรา กับดวงอาทิตย์ระบบสุริยะอื่นๆ
ดวงอาทิตย์ของเราแทบมองไม่เห็นเลย
 
  ดวงอาทิตย์ ในระบบสุริยะอื่นๆ

นอกจากระบบสุริยะของเรา ยังมีระบบสุริยะอื่น เรียกว่า Extrasolar System
(ระบบสุริยะพิเศษ) จำนวนมากมายที่จะนับได้หมด ส่วนที่ีเหมือนกัน คือ
สภาพแวดล้อมชั้นบรรยากาศของก๊าซ ระยะความลึกหลายพันกิโลเมตร หรือ
มากกว่าตามขนาด ของดวงอาทิตย์ มี Corona , Sunspots ,Flare เช่นกัน

ดังที่เราเห็นแสงจากดวงดาวเวลากลางคืน ระยะใกล้และไกล ด้วยตาเปล่า
ประมาณ 7,000 - 8,000 ดวง สิ่งที่เรามักไม่ทราบ คือ ดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์
เหล่านั้น มักขนาดใหญ่โตมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายร้อยพันเท่า
เนื่องจากระยะไกลถึงนับร้อยถึงหลายพันปีแสง จึงมองเห็นเป็นจุดเล็กๆเท่านั้น

ความสำคัญของดวงอาทิตย์ในอดีตและอนาคต

ในความเป็นจริงดวงอาทิตย์เป็นดวงอาทิตย์อย่างปกติเช่นเดิม ตั้งแต่มนุษย์คน
แรกเห็น การกำหนดความสำคัญนั้นเกิดจากแต่ละยุค แต่ละสังคมของมนุษย์
เช่น บางยุคโบราณ ถือว่าดวงอาทิตย์คือเทพเจ้า อาจสืบเนื่องด้วยพลังงานและ
อิทธิพลต่างๆที่เข้าใจตามวิถี ของผู้นำสังคมในยุคนั้นๆ

บางกรณีนำอิทธิพลการโคจรเข้ามาเป็นตัวบ่งชี้ถึงการทำนาย อนาคตตนเอง
มีคนเป็นจำนวนกว่าครึ่งโลกเชื่อแบบนั้น ซึ่งเป็นความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง
การที่เชื่อโชคลาง เช่น ดวงอาทิตย์ทรงกลด ต้องมีความโชคดีมีบุญ หรือ
การเห็นดวง อาทิตย์ฉายแสงรัศมีเป็นสีเลือด อาจต้องเกิดเหตุอันตรายอาเพธ
อย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่เป็นเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไป
ที่เกิดขึ้น มองเห็นเป็นวงกว้างและเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่เจาะจงสถานที่

เราต้องมียอมรับความจริงกันว่า ในอนาคตดวงอาทิตย์จะมีความสำคัญต่อชีวิต
ประจำวัน มากขึ้นตามลำดับ ด้วยการนำมาใช้เป็นพลังงานเอื้ออำนวย ความ
สะดวกสบายต่อประชากรโลก เพราะเป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงระบบสุริยะ โดย
ไม่มีวันหยุด โดยไม่ต้องซื้อ และทุกคนในโลก มีสิทธิ์ใช้จากจุดใดของโลกก็ได้
ไม่มีกฎหมายอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของจากใครทั้งสิ้น

หมายความว่า พลังงานดวงอาทิตย์เป็นพลังงานดั่งเดิม ในระบบ จักรวาล
ได้จัดการไว้ให้ ทุกชีวิตได้ใช้อย่างเท่าเทียมทั่วถึง โดยยุติธรรมตราบเท่าที่จะมี
กำลังความสามารถ และประโยชน์ที่ประสงค์ โดยไม่เคยทวงถามข้อแลกเปลี่ยน
 
 
  References :

Guide to the Sun / Kenneth J.H. Phillips / Cambridge University
Oxford Dictionary of Astronomy
McGraw-Hill Encyclopedia of Science and Technology
NASA / SOHO Solar and Heliospheric Observatory
Laboratory of Atmospheric and Space Physics
NASA Visible Earth
GITC America (Formerly Professional Surveyors)
Chandra X-ray Observatory
Astronomical Institute / Utrecht University
University of California
NOAA (The National Oceanicand Atmospheric Administration)
 
   
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017