Chlorophyll : คลอโรฟิลล์ ในมหาสมุทร
ทะเลและมหาสมุทรจะประกอบด้วย แหล่งอาหารอยู่ในคลื่นน้ำ ซึ่งเป็นประเภท
สาหร่าย (Algae) และประเภทแพลงค์ตอนพืช (Phytoplankton) เช่นเดียวกับพืช
พันธ์ที่อยู่บนผืนแผ่นดินทั่วไป โดยใช้ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เก็บเกี่ยวแสง
ต่างๆ ช่วยในการสังเคราะห์แสง
การสังเคราะห์แสงช่วยให้ ลดปริมาตรคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide)
คลอโรฟิลล์ ในน้ำเปลี่ยนแปลงช่วยสะท้อน และดูดซึมแสงจาก
ดวงอาทิตย์
การสำรวจตรวจสอบแหล่ง แพลงค์ตอนพืช เพื่อการวัดจำนวนวิเคราะห์ สภาพ
แวดล้อมทางทะเล (Ocean environment) ศึกษาด้าน Ocean carbon cycle
(วัฐจักรคาร์บอนในทะเล)
บริเวณที่มีพืชน้ำเป็นเพียงชั้นบางๆ ของผิวทะเล ซึ่งจะเติบโตได้ดี ในบริเวณที่มี
น้ำเย็นแถบขั้วโลก หรือกระแสน้ำเย็นไหลผ่าน รอบๆแนวศูนย์สูตร และแนวชาย
ฝั่งทวีปที่มีความยาว ซึ่งหากไม่มีน้ำเย็นช่วยกระตุ้น แพลงค์ตอนพืช ความเย็น
ของอุณหภูมิน้ำิจะช่วยนำสารอาหาร (Nutrients) ให้ผุดขึ้นจากส่วนลึกของทะเล
ได้ตลอดเวลา
น้ำบริเวณขั้วโลก เป็นแหล่งสะสมสารอาหารที่ผิวทะเล ด้วยสาเหตุจากตลอด
หลายเดือนในฤดูหนาว พืชน้ำไม่สามารถเจริญเติบโตได้เพราะแสงน้อยมีความ
มืด หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน แสงอาทิตย์สาดส่องเต็มที่มากขึ้น จึงเกิดความ
มั่นคงอุดมสมบูรณ์ของสารอาหาร ทำให้เกิดความหนาแน่นสูง เป็นพิเศษของ
แพลงค์ตอนพืช กลับคืนมา
แถบกระแสน้ำเย็น จะมีความหนาแน่นของพืชน้ำ ซึ่งไหลเป็นวงรอบโลกสู่เส้น
ศูนย์สูตร เช่น บริเวณน่านน้ำ Atlantic Ocean และน่านน้ำเปิด Pacific Ocean
เป็นพื้นที่มีจำนวนมาก ของแพลงค์ตอนพืช โดย ไหลมาตามความถี่ที่ลอยตัว
ของกระแสน้ำเย็น ส่วนในกระแสน้ำลึก ขึ้นอยู่กับอำนาจลมตะวันออก ที่จะพัด
ผ่านข้ามทะเลมา
ฝั่งทะเลในหลายแห่ง พื้นทะเลมักมีความลาดเอียง กระแสน้ำเย็นจากชั้นด้านใต้
(Lowest layers) จะไหลหนุนขึ้นสู่ชั้นผิวบน โดยหอบเอาแร่ธาตุสารอาหารต่างๆ
จากพื้นทะเลด้านล่างขึ้นมาด้วย ดังนั้นชายฝั่งทะเลเขตน้ำเย็น จึงอุดมไปด้วย
แพลงค์ตอนพืช เติบโตเช่น ด้านชายฝั่งตะวันตกของ North America , South
America และ Southern Africa
จำนวนคลอโรฟิลล์ มีจำนวนนับล้านกรัมต่อ 1 ลบ.เมตร ของน้ำทะเลต่อเดือน
บางแห่งหากมี จำนวนเบาบางของคลอโรฟิลล์ ซึ่งแพลงค์ตอนพืชมีจำนวนน้อย
ลงไปด้วย สังเกตแสดงน้ำทะเลมีสีน้ำเงิน บางแห่งมีจำนวนแพลงค์ตอนพืชสูง
และหนาแน่น น้ำทะเลจะมีสีเหลืองน้ำตาล