Discovery the planets : สำรวจประเภทดาวเคราะห์ ในจักรวาล [หน้า 1/2]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Feb 2, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0

Non-profit organization
 
 
 
   Discovery the planets : สำรวจประเภทดาวเคราะห์ในจักรวาล [หน้า 1/2]
 
 
 
ดาวเคราะห์ ไม่ได้มีเพียงแต่ใน ระบบสุริยะ ในระบบสุริยะอื่นๆ มีดาวเคราะห์เช่น
เดียวกัน ด้วยจำนวนมหาศาลอาจนับไม่หมด

เครื่องมือปัจจุบัน ทันสมัยก้าวหน้ากว่าอดีต แต่การสำรวจดาวเคราะห์ก็ยังเป็นเรื่อง
ยากลำบาก เนื่องจากดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเองและมืดมาก

การสำรวจระยะไกล ได้พบรูปแบบดาวเคราะห์ี่ มีความเหมือนกันและแตกต่างกัน
ออกไป และความหมายที่ใช้เรียกเปรียบเทียบดาวเคราะห์ต่างๆ
 
   
 
Planet : ดาวเคราะห์ทั่วไป

คือ วัตถุที่มีปรากฏการณ์ เกิดขึ้นด้วยอำนาจแรงดึงดูด ที่ยืดหยุ่นสนับสนุนกันใน
ธรรมชาติ ด้วยอนุภาคอีเล็คตรอน โดยมีพลังงานและปริมาณจากความกดดันใน
การเคลื่อนไหว

หรือ เกิดจากอนุภาคอีเล็คตรอน จากพลังงานไฟฟ้าอย่างหนึ่งอย่างใดบริเวณวง
โคจรของดาวนั้น ด้วยระยะเวลายาวนาน และต้องไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาก่อตัว
จากอนุภาคอีเล็คตรอนภายในแกน ของดาวเคราะห์นั้นเอง

ข้อสังเกต ทางทฤษฎี :

เป็นวัตถุที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ โดยมีจำนวนส่วนประกอบของวัตถุ โลหะธาตุสสาร
จากทางเคมี เช่นไฮโดรเจน ฮีเลียม ต้องมีจำนวนที่น้อยกว่า ดาวพฤหัส 13 เท่า

ถ้าวัตถุนั้นมีขนาด ส่วนประกอบของวัตถุ ระหว่าง 13-75 เท่า ของดาวพฤหัส
จัดเป็นประเภท Brown dwarfs (ดาวแคระสีน้ำตาล)

ถ้าวัตถุนั้นมีขนาด ส่วนประกอบของวัตถุ มากกว่า 75 เท่า ของดาวพฤหัส จัดเป็น ประเภท Stars (ดาวฤกษ์)
 
 
 
Terrestrial Planet : ดาวเคราะห์ที่มีพื้นผิวชัดเจน

คือ วัตถุที่มีปรากฏการณ์ เกิดขึ้นด้วยอำนาจแรงดึงดูด ที่ยืดหยุ่นสนับสนุนกันใน ธรรมชาติ รูปแบบทั้งหมดเกิดจากพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่ดั้งเดิมเริ่มต้น

มีพื้นผิวที่ชัดเจนแน่นอน ด้วยขนาดและขอบเขตของเหลว (Liquid)หรือชั้นภายใน
ที่เป็นของแข็ง (Solid interior)

ข้อสังเกต ทางทฤษฎี :

Terrestrial Planet ส่วนใหญ่ มักเรียกว่า Rocky Planets (ดาวเคราะห์หิน)

สภาพบรรยากาศ ที่มี Gaseous (ก๊าซเชื้อเพลิง) บนพื้นผิวไม่จัด อยู่ในประเภท Terrestrial Planet

ในทางทฤษฎี ต้องมีส่วนประกอบของวัตถุ ขนาดน้อยกว่าโลก 10 เท่า

ดาวเคราะห์ ขนาดใหญ่มักเกิด จากก๊าซห่อหุ้ม ระหว่างขยายตัว พัฒนาการไปสู่
ดาวเคราะห์ยักษ์ (Giant Planets) สุดท้ายจะบรรลุผล มีขนาดใหญ่ขึ้นภายใน
ประกอบด้วยวัตถุที่เป็นหิน (Rocky)
 
 
 
 
Habitable Planet : ดาวเคราะห์ที่พอดำรงชีพได้

คือ ดาวเคราะห์ มีพื้นผิวชัดเจน (Terrestrial Planet) ในที่ใดก็ตาม ที่มีของเหลว
เป็นน้ำอย่างสม่ำเสมอ สามารถสันนิฐานได้ว่าอาจมีระบบ Extra- terrestrial life
(ชีวิตทรงปัญญา เช่น ระบบชีวิตบนโลก ที่ต้องการน้ำสำหรับการดำรงชีพ)

อย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง ของลักษณะพื้นผิวที่ชัดเจนและของเหลว
เช่น มีผิวแข็งเป็นหิน (ภูเขา) มีแอ่งเก็บของเหลว (ทะเล) โดยแยกให้เห็นขอบเขต
พื้นระหว่างสองรูปแบบ มีความหลากหลาย ของชีวิตต่างๆอาศัยอยู่ และพื้นผิวของ
ดาวเคราะห์นั้น สามารถตรวจพบได้จากระยะไกลจากโลกได้

บริบทที่สำคัญใช้หลักเกณฑ์ Habitable Zone ให้ดาวเคราะห์โลกเป็นต้นแบบด้วย
ขนาดใกล้เคียงกับโลก และมีระยะทางโคจรห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ 1 A.U.
ตั้งสมมุติฐานให้ เป็นเขตที่สามารถอาศัยอยู่ได้

ประเด็นสำคัญ คือการจัดหาผลสรุป ข้อมูลด้านชีววิทยาที่ถูกต้อง จากแหล่งที่
สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงชีพได้ ของดาวเคราะห์ โดยพิจารณาจากการมองเห็นด้าน
กายภาพ (Visible) และคลื่นอินฟาเรด (Infrared Wavelength) ซึ่งแหล่งที่จะ
สามารถดำรงชีพได้นั้น แสดงผลในรูปแบบลักษณะโมเลกุล (Molecular) ของ ออกซิเจน น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ โอโซนและ ก๊าซมีเทน เป็นการบอกเบื้องต้น
ได้ว่า มีโอกาสความเป็นไปได้ของแหล่งกำเนิดแห่งชีวิต

ข้อสังเกต ทางทฤษฎี :

สภาพบรรยากาศ เหนือพื้นผิวของดาวเคราะห์นั้น ต้องมีความมั่นคง (Pressure
substantially) เป็น 3 เท่า ของความกดดันน้ำ

ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ต้องมีอุณหภูมิเหนือพื้นผิว ระหว่าง 0 - 374 องศา C (ตามเกณฑ์
จุดเดือดของน้ำ) และต้องมีความคล้ายโลก (Earth-like) ด้วยมีวิถีชีวิต ที่เก่าแก่
พบได้บนพื้นผิวในอุณหภูมิ น้อยกว่า -120 องศา C

ดาวเคราะห์บางดวง (หรือดวงจันทร์) ไม่มีของเหลว เช่น น้ำบนพื้นผิว ที่แน่นอน
สำหรับการดำรงชีพ หรืออยู่อาศัย ตัวอย่าง เช่น ดวงจันทร์ Europa

เชื่อว่ามีทะเล ของเหลวเป็นน้ำ หรือ มีส่วนผสมของ แอมโมเนีย (Ammonia) ใน
น้ำโดยซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวน้ำแข็ง จึงเป็นเหตุผลความเป็นไปได้ จะพบระบบของชีวิต
แต่ไม่สามารถตรวจพ ระยะไกลจากโลกได้
 
 
 

Earth-Like Planet : ดาวเคราะห์คล้ายโลก

คือ ดาวเคราะห์ ที่มีส่วนประกอบ ของวัตถุขนาดระหว่าง 0.5 ถึง 2.0 เท่าของโลก
ส่วนใหญ่ต้องเป็นหิน มีชั้นของบรรยากาศ (Atmosphere) และพื้นผิวมีของเหลว
ที่เป็นน้ำ (Liquid surface water)

ข้อสังเกต ทางทฤษฎี:

มนุษย์สามารถมองเห็น จุดเด่นต่างๆ ในความเหมือน หรือคล้ายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น
เดียวกันบนโลกได้ เป็นข้อพิสูจน์ได้ในเบื้องต้น มิใช่เพียงแต่พบว่ามีน้ำ มีชั้นของ
บรรยากาศที่คล้ายกัน 2-3 ประการ การแสดงว่าคล้ายโลกต้องมีระบบขององค์
ประกอบต่างที่เป็นหลักอีกหลายสิบประเด็น เช่น จำนวนและปริมาณของทรัพยากร
ด้านชีวธรรมชาติ เงื่อนไขการกระตุ้นให้เกิดและพัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และต้อง
พบการพัฒนาการของ Anti-Biosignatures ในชั้นบรรยากาศ เป็นต้น

ดาวเคราะห์คล้ายโลก (Earth-Like Planet) จัดอยู่ประเภทย่อยของ ดาวเคราะห์
ที่พอดำรงชีพได้ (Habitable Planet)

หมายเหตุ : รายงานและข่าวต่างๆ พบว่ามีความเข้าใจผิดบ่อยครั้ง จากการแปล ความหมายจากคำว่า Planet (ดาวเคราะห์) แต่ดาวเคราะห์ มีหลากหลายประเภท
เช่น ดาวเคราะห์หิน ดาวเคราะห์น้ำแข็ง ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์ก๊าซ ซึ่งต้อง
ขยายความต่อการอธิบายประกอบ

ในบางกรณีไม่ได้คล้ายโลก แต่ความคุ้นเคยคำว่า Planet อาจทำให้เข้าใจว่าโลก
หากต้องการแสดงความหมายถึง โลก ควรใช้คำว่า Earth

ในทำนองเดียวกันยังพบการรายงาน ลักษณะสันนิฐานว่าคล้ายโลก (Earth-Like)
ขณะนี้เป็นการสำรวจโดยระยะไกล ยังขาดความชัดเจน จะสรุปได้อย่างแท้จริง
หลายครั้งมักเป็นความเข้าใจคาดเคลื่อน จากการแปลความในข่าวสารทั่วไป

 
 
 
Earth Twin / Solar System Twin : โลกฝาแฝด /ระบบสุริยะฝาแฝด

Earth Twin คือ มีความเหมือนกันอย่างชัดเจนแน่นอนกับโลก เช่น ส่วนประกอบ มวลสสาร (Mass) รัศมีของวงกลม (Radius) พื้นผิวมีของเหลว เช่นน้ำ มีการ
สะท้อนรังสี สนามแม่เหล็กจากพื้นผิว และต้องมีองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศ
(Atmospheric composition)

Solar System Twin คือ มีดาวเคราะห์เท่ากับระบบสุริยะ ที่เราอาศัยอยู่นี้ทั้งหมด
โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ประเภท G2V (ลำดับชั้นดาวสามัญ)
 
 
 
Eta Earth : โลกขนาดจิ๋ว

คือ เศษเล็กของดาวเคราะห์ ที่มีศักยภาพพอดำรงชีพได้ (Potentially Habitable
Planet หรือ PHP) โดยอาจจะแตกแยกออกจาก Habitable Planet (ดาวเคราะห์ที่
พอดำรงชีพได้)

ขณะนี้เป็นการแปลความหมาย จากการสำรวจพบเพียง 1 ดวง ต้องใช้การประเมิน
จากตัวเลขศักยภาพต่างๆ โดยอาจพบเพิ่มขึ้นในอนาคต
 
 
 
Giant Planet : ดาวเคราะห์ยักษ์

เป็นคำอธิบายถึง ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ด้วยเหตุผลให้
ต่างจากดาวเคราะห์ทั่วไปที่มีขนาดเล็กกว่ามาก เช่น ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวศุกร์

โดยกลุ่มดาวเคราะห์ยักษ์ มีโครงสร้างภายในและพื้นผิวเป็นก๊าซส่วนใหญ่ และมี
ส่วนประกอบของหินน้อยมาก เรียกอีกชื่อว่าดาวเคราะห์ ประเภท Jovian planets

ข้อสังเกต ทางทฤษฎี :

ระบบสุริยะมี ดาวเคราะห์ยักษ์ อยู่ 2 ประเภทคือ

Gas giants ดาวเคราะห์ ที่มีส่วนประกอบของก๊าซมากๆ เช่น ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ เต็มไปด้วยบรรยากาศ ก๊าซ Hydrogen เริ่มตั้งแต่ก่อตัว และภายในมีส่วนประกอบ
ของ Metallic Hydrogen (จำนวนมากเช่นกัน) อยู่รอบๆแกนใน ที่เป็นหิน (Rocky
core) ส่วนเหนือ พื้นผิวชั้นยอดเมฆ (Cloud-top) เป็นก๊าซ Ammonia

Ice giants ดาวเคราะห์ ที่มีส่วนประกอบของน้ำแข็งมากๆ เช่น ดาวยูเรนัส และ
ดาวเนปจูน ถึงแม้ว่ามีส่วนประกอบของก๊าซ Hydrogen และ Helium ดูเหมือนกับ
ดาวเคราะห์ก๊าซ แต่แท้จริงแล้วก๊าซเหล่านั้นห่อหุ้มอยู่เพียงภายนอก ส่วนภายใน
มีองค์ประกอบของ Briny ices (น้ำแข็งเค็มเหมือนเกลือ) อยู่รอบๆแกนใน ที่เป็น
หิน (Rocky core)

Giant Planet พบว่ามีการผันแปรของอุณหภูมิอย่างชัดเจน เป็นการแสดงถึงพัฒนา
การสภาพบรรยากาศ ไปสู่ดาวเคราะห์ ตลอดเวลา
 
 
 
Extrasolar Planet : ดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะพิเศษ

คือ กลุ่มดาวเคราะห์ (Planets) เช่นเดียวกับโลก เช่นเดียว กับดาวพฤหัส ฯลฯ
โดยมีวงโคจร รอบดาวฤกษ์ หรือ Host star (ลักษณะเดียวกับ ดวงอาทิตย์ )
และมีระบบเช่นเดียวกับระบบสุริยะ เช่น มีดวงจันทร์บริวาร ของดาวเคราะห์นั้น

โดยมีตำแน่งอยู่ใน ระบบสุริยะอื่น จึงเรียกว่า ระบบสุริยะพิเศษ บางกรณีเรียกว่า
Exoplanet (โลกอื่น)

มีข้อกำหนดในการเรียกขานชื่อดังนี้


ระหว่าง Planetary (ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์) แต่ละดวงจาก Host
star ดาวที่อยู่คู่เคียงกัน (เรียกว่าดาวหลัก หรือดาวแม่เป็นดวงอาทิตย์ของระบบ)

สำหรับระบบดาวเคราะห์ดวงเดียว (Single planetary)
ตัวอย่าง Host star (ดาวหลัก) เรียก XXX Planet (ดาวเคราะห์) เรียก XXXb

สำหรับระบบดาวเคราะห์หลายดวง (Multi-planet systems)

ตัวอย่าง Host star เรียกชื่อว่า XXX ดาวบริวารในกลุ่ม จะเรียกว่า XXXa หรือ
XXXb หรือ XXXc ตามจำนวนที่สำรวจพบตามลำดับไป
 
 
 
Host Star : ดาวหลัก ของดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะพิเศษ

ดาวซึ่งถูกล้อมรอบ ด้วยดาวเคราะห์ (Planet) หรือ ดาวแคระสีน้ำตาล (Brown
dwarf) หรือ Hot Jupiters (ดวงที่มีความร้อนคล้ายดาวพฤหัส) หรือวัตถุอื่นๆ เช่น
ดวงจันทร์ (เช่นเดียวกันกับวัตถ ุที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะ)

โดยจะมีตำแหน่ง อยู่ที่จุดศูนย์กลาง ตั้งแต่ก่อตัวดั้งเดิมมาครั้งแรก ส่วนมากมัก
ใช้เรียก ดาวในระบบสุริยะพิเศษ (Extrasolar planet) แทนดวงอาทิตย์

ทั้งหมดเท่าที่พบ หากเปรียบเทียบบนเส้นกราฟ มักจะมีอาการส่ายและโคลงเคลง
(Wobble) ทั้งนี้ด้วยแรงผูกมัด เกิดด้วยอิทธิพลของขนาดมวล และระยะห่างของ
ดาวเคราะห์ ที่โคจรอยู่โดยรอบ

จึงเป็นนัยว่า Host star เปรียบเสมือน เสาหลักผูกดาวเคราะห์ ดึงโยกไปมาซึ่งกัน
และกันในที่นี้จึงใช้ คำว่า ดาวหลัก ในความหมายของ Host star บางกรณีเรียกว่า
Parent Star (ดาวแม่)

บางกรณีมีการเรียกว่า เป็นดาวจุดศูนย์กลาง ของระบบสุริยะพิเศษ ในความเป็น
จริงดาวเคราะห์ ที่โคจรอยู่วงนอกของระบบ มักจะโคจรแบบ Eccentric ซึ่งคล้าย
ลูกเบี้ยว เเหมือนวงโคจร ดาวหาง จึงไม่ใช่ศูนย์กลางแท้จริง

จึงต้องตรวจสอบ ทางเทคนิคด้วย ความละเอียดอย่างระมัดระวัง ปัจจุบันสามารถ
แสดงหลักฐานเรื่องแรงดึงดูด ค่าเฉลี่ย ความเคลื่อนไหวระยะความไกล-ใกล้
ระหว่างดาวอื่นข้างเคียงแรงดึงดูด ที่มีปฏิกิริยาจากดาวอื่น และจากค่าผลของแสง
ของดาวอื่นทีอยู่ในระยะไกลทำให้ทราบชัดเจนขึ้นว่า เป็น ดาวศูนย์กลาง หรือเป็น ดาวหลัก (ดาวแม่) ของระบบนั้นๆ
 
   
 
 

 



 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017