กาแล็คซี่มีขนาดเล็กและสลัวกว่าปกติ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
Dwarf irregular galaxies (กาแล็คซี่แคระแบบผิดปกติ)
เป็นลักษณะของโครงสร้างที่ไม่สมบูรณ์ หรือรูปร่างผิดปกติมีโอกาสเกิดขึ้นด้วยใน
ระหว่างการพัฒนาของกาแล็คซี่ทั่วไป บางทีเกิดขึ้นใกล้ๆกันของกาแล็คซี่ สามารถ
เกิด Galactic winds (ลมพายุระหว่างกาแล็คซี่) ปรากฎการณ์ดังกล่าวให้เกิดผสม
ผสานรวมกลุ่มกันของเคมี มีผลต่อวัตถุดิบของ
แหล่งกำเนิดดวงดาว และการพัฒนา
การของดาวรุ่นต่อไป
โดยนัยแล้วเป็นการเกิดขึ้นกับ
กาแล็คซี่รุ่นแรกๆครั้นดึกดำบรรพ์ ด้วยองค์ประกอบ
ที่มีจำนวนน้อยของธาตุโลหะ(Low metallicity) และปริมาณมากของก๊าซ (High
gas) ซึ่งเป็นระบบเงื่อนไขของ กาแล็กซี่รุ่นแรกๆ
Dwarf elliptical galaxies (กาแล็คซี่แคระแบบรูปไข่)
มีลักษณะพร่าหมอง องค์ประกอบของก๊าซน้อย มวลน้อย ค่าสะท้อนรังสีน้อย
สำรวจพบจำนวนมากในแหล่ง Clusters of galaxies (กระจุกกาแล็คซี่) มักอยู่
ใกล้ๆกับกาแล็คซี่ ขนาดที่ใหญ่กว่า
หนึ่งในจำนวนมากๆของกาแล็คซี่แบบรูปไข่ อาจมีความสว่างทั้งนี้เพราะ Nucleus
(ศูนย์แกนกลาง) มีสภาพที่สมบูรณ์ดีอยู่ การเรียกชื่อประเภท Dwarf elliptical
galaxies จึงไม่ได้แสดงว่าสสัว ด้วยข้อแตกต่างของโครงสร้างของกาแล็คซี่
โดย
Dwarf spheroidal galaxy (กาแล็คซี่แคระแบบทรงกลม) จัดอยู่ในประเภท
ย่อยของ Dwarf elliptical galaxies ด้วยลักษณะค่าสะท้อนรังสีต่ำ (ค่าระดับ
ความ สว่างน้อยกว่า -14 mag) และไม่มี Nucleus มีความหนาแน่นน้อยมักพบใน
แหล่ง
Globular clusters (กระจุกดาวทรงกลม) ด้วยมีความคล้ายคลึงขององค์
ประกอบ ธาตุโลหะเก่าแก่ ในแหล่งกระจุกดาวทรงกลมเก่าแก่เช่นกัน หากพบ
อายุขัยปานกลาง ระดับอายุราว 1-10 พันล้านปี
สัดส่วนของแสง กาแล็คซี่แคระแบบทรงกลม มักสว่างกว่ากระจุกดาวทรงกลม
เพราะส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลาง Dark matter (สสารมืด) ใน Milky Way Galaxy
สำรวจพบจำนวน 12 กาแล็คซี่ ใน Andromeda Galaxy พบจำนวน 7 กาแล็คซี่
ทั้งหมดถือว่าเป็น Satellites หรือ กาแล็คซี่บริวาร