โครงสร้างดาวพุธ และลักษณะพิเศษ
โครงสร้างภายในดาวพุธ (
Interior of Mercury) แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆคือ
1.Core แกนกลางชั้นในสุด ความหนาแน่นสูงมาก ประกอบด้วยเหล็ก (Iron)
2.Mantle ชั้นหลอมละลาย ประกอบไปด้วยหินหนืด
3.Lithosphere ชั้นผิวพื้นรวมกับชั้นเปลือกนอก (Crusts) ประกอบด้วย
หินประเภท Silicate
โดยพื้นฐานดาวพุธมี ลักษณะพิเศษ 3 ประการคือ
1.มีความหนาแน่นสูงมากเมื่อเทียบกับ Terrestrial planets (ดาวเคราะห์มีพื้นผิว
ที่ชัดเจน) เช่น โลก
ดาวอังคาร ดาวศุกร์ และ ดวงจันทร์ของโลก
2.ผิวหน้าด้านบน ด้านกายภาพมีคุณสมบัติ คล้ายคลึงกับดวงจันทร์ของโลก
3.มีจังหวะของวงโคจร 3:2 หมายความว่า ขณะโคจรรอบ
ดวงอาทิตย์ แกนดาวพุธ
หมุนปั่น 3 จังหวะ หยุดค้าง 2 จังหวะ
สภาพบรรยากาศทั่วไป
บรรยากาศทั่วไป มีก๊าซ Hydrogen - Helium อุณหภูมิ ด้านที่หันสู่ดวงอาทิตย์
ร้อนจัด 427 องศา C ด้านหลังที่มืดหนาวจัด -173 องศา C ตรวจพบสนามแม่เหล็ก
ปรากฎรอบดาวพุธ มีความหนาแน่นสูงของ Iron 60-70 %
(เทียบโดยน้ำหนัก)
บนพื้นผิวไม่ปรากฎการกัดเซาะ เนื่องจากปราศจากลมและน้ำ เพราะฉะนั้นการ
พัฒนาการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว เกิดจากเหตุชนปะทะของ
อุกกาบาต และการ
เปลี่ยนแปลงผิวจาก
ภูเขาไฟ
ในอดีตที่ผ่านมา
วิเคราะห์หลุมอุกกาบาต บนพื้นผิวดาวพุธ
บนพื้นผิวดาวพุธ มีหลุมรอยชนปะทะมาก เหมือนผิวหนังที่พุพอง ในชั้นบรรยากาศ
จะเต็มไปด้วยสะเก็ด
อุกกาบาตเล็กๆ ระดมยิงลงมาบนพื้นผิวตลอดเวลา เชื่อได้ว่า
บนดาวพุธแถบไม่มีพื้นผิวที่ราบเรียบเลย แต่มากมายด้วยหลุมบ่อเล็ก บ่อน้อยเช่น
ผิวดวงจันทร์ของโลก
แต่หลังจากวิเคราะห์ ข้อมูลใหม่ มีบางประการอาจไม่ถูกต้อง จากที่เคยเข้าใจ
หลุมขนาดใหญ่เก่าแก่ บริเวณปากหลุมถูกลบเลือนเห็นได้ชัดเจนโดยเกิดรูปแบบ
บดบังจากวัตถุดิบเหนือพื้นผิวที่แปรสภาพ ขบวนการดังกล่าว เรียกว่า Intercrater
plains (เกิดความเรียบระหว่างหลุม)
บนความเรียบระหว่างหลุมนั้น มีลอนลาดเป็นลูกคลื่น น่าจะเกิดจากการไหลของ
ลาวาจากภูเขาไฟในอดีต หรือ การแรงอัดกระแทกจากการชนปะทะจากอุกกาบาต
จนทำให้ พื้นผิวขับเคลื่อนเป็นลอน (Impact ejecta deposit) ทำใหพื้นที่หลุมเก่า
เหมือนถูกกลบจากล่องลอยชน
เมื่อศึกษาโดยละเอียดเพิ่มเติม พบว่าขนาด หลุมอุกกาบาต มีขนาดที่แตกต่างจาก
หลุมบนดวงจันทร์ของโลก โดยส่วนใหญ่หลุมบนดวงจันทร์ มีลักษณะเหมือนโพรง
ขนาดใหญ่ ที่ถูกขุดแบบกระจุยกระจายบนพื้นผิว ส่วนบนดาวพุธลักษณะเกิดขอบ
ใกล้ริมปากหลุมมากกว่า ตั้งแต่ชนปะทะครั้งดึกดำบรรพ์ เป็นการเกิดแบบดันออก
(Ejecta) ทั้งนี้เพราะดาวพุธ มีแรงดึงดูดสูงกว่าดวงจันทร์
การหดตัวและการเกิดลอนลูกคลื่น บนผิวดาวพุธ
การแสดงรูปแบบ Tectonic (การเปลี่ยนแปลงผิวจากภูเขาไฟ) บนดาวพุธ ที่เกิด
การก่อตัวบนพื้นผิว เหมือนตุ่มที่ชันขึ้น (Lobate scarps) กรอปทำให้เกิดหน้าผา
ตัดผ่านแถบยาวและบริเวณปากปล่องหลุมด้วย
กรณีดังกล่าวที่เกิด Lobate scarpsเป็นจำนวนมากทำให้เกิดการผลักดันแบบไร้
ทิศทาง แสดงความกดดันบนเปลือกดาวพุธ จากความกดดันมีอย่างยาวนานนั้น
เมื่อเย็นตัวลงทำให้พื้นผิว บนดาวพุธหดย่นลง เหมือนลอนลูกคลื่นจากนั้นค่อยๆ
สร้างผลกระทบไปสู่ ความกดดันชั้นเปลือก (Crust) ลงต่อสู่ระบบปัญหาการหมุน
ของตัวเอง
การสำรวจพบว่า ครึ่งหนึ่งบนพื้นผิวดาวพุธ เต็มไปด้วยปุ่มเนิน (Prominent) โดย
เฉพาะบริเวณ Caloris basin ทำให้เห็นเหมือนแผลเป็นบนดาวพุธ เป็นแนววงแหวน
กลุ่มก้อนภูเขา มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,300 กิโลเมตร ภูเขาบางแห่งยาว 30-50 กม.
ความสูง 1-2 กม.
ตามแนวที่ราบเรียบสันเขาทั้งหมด ได้พบหลุมเล็กๆอันเกิดจากการระดมยิงของ
อุกกาบาตอย่างต่อเนื่องบนผิวหน้า ส่วนใจกลาง Caloris basin เป็นพื้นดินแนวต่ำ
ในด้านตรงกันข้าม อีกฝั่งของดวงพุธ กลับพบร่องรอยแตกหักแตกแยกขนาดใหญ่
ในกรณีนี้มีข้อโต้แย้งกันว่า อาจเกิดสาเหตุ หินที่เย็นตัวถูกดันออกมาจาก Melts
(ชั้นหลอมละลาย) ของ
Magmas เหมือนถูกเคาะออกมาอย่างเบาๆ จากการชน
ปะทะของอุกกาบาตในบริเวณนั้น มีผลไปยังฝั่งตรงข้ามอีกด้าน หรือจากปฏิกิริยา
ในชั้นหลอมละลาย เกิดความร้อนเพราะการชนปะทะของอุกกาบาต