| |
เป็นการเปล่งและปลดปล่อย แสงจากพลังงานที่เผาไหม้แกนกลางของดาวที่ใกล้
หมดลง ที่สุดบริเวณเปลือกของดาวฤกษ์นั้นเต็มไปด้วย มวลของก๊าซพลังงานสูง
มองเห็นแสงสว่างรอบๆ ลักษณะแสงที่เกิดขึ้นรอบๆนั้น มีรูปแบบปลดปล่อยออกมา
แบบวูบวาวเป็นจังหวะทั้งกลุ่ม ขอบเขตใหญ่โตมาก
การปลดปล่อยแสงดังกล่าวนั้น พร้อมการระเบิดพุ่งออกมา ด้วยลักษณะเศษซาก
แตกกระจายคล้ายดาวหางพุ่งกระจายตัวทุกทิศทาง มีควันเป็นทางยาวหลายไมล์
มองเข้าไปส่วนใน เห็นดวงดาวที่มีความร้อนแสงสว่างโชติช่วงอยู่ใจกลาง แสงที่เห็น
เป็นชนิด Ultraviolet จากใจกลางที่เป็นก๊าซเกิดจากละอองสนามแม่เหล็กเกิดขึ้น
ยาวนานต่อเนื่องขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่เหลืออยู่ นานนับหลายพันหลายหมื่นปี หรือมาก
กว่านั้นเชื่อว่ากาแล็คซี่ทางช้างเผือก มีมากกว่า 10,000 แห่ง
การสำรวจพบมี จำนวนประมาณ 1,500 ดวง ที่บันทึกไว้ใน Planetary nebula
Catalogued โดยทั่วไป 70% มีรูปร่าง ลักษณะ Bipolar (มี 2 ขั้ว) คล้ายพูของผล
ทุเรียน และ 10% มีรูปร่างลักษณะ Circular (วงม้วนกลม) ที่เหลือมีองค์ประกอบ
สนามแม่เหล็ก ก๊าซ รวมตัวกันเป็นรูปร่าง เป็นออกเป็น 6 ประเภท
ประเภท I เหมือนดาวทั่วไป
ประเภท II แบบมีแผ่นจานกลมบางๆ โดยมีส่วนปลีกย่อยประกอบ ของความสว่าง
ออกมาจากใจกลาง อย่างไม่มีรูปแบบ และอาจมีวงแหวน
ประเภท III แบบมีแผ่นจานกลมรูปทรงแบบผิดปกติมากๆ และอาจมีวงแหวน
ประเภท IV แบบมีวงแหวน
ประเภท V แบบผิดปกติ
ประเภท VI แบบที่ไม่เข้าพวกกับกลุ่มใดเลย
หมายเหตุ Planetary nebula ไม่ใช่ ดาวเคราะห์ นักดาราศาสตร์สมัยโบราณ
ใช้กล้องดูดาว ขนาดเล็กสังเกตเห็นแล้วคล้ายดาวเคราะห์ จึงตั้งชื่อดังกล่าว
|