ภูเขาไฟไม่เหมือนดาวเคราะห์อื่น
ดาวศุกร์ อุดมสมบูรณ์ไปด้วย
ภูเขาไฟ ขนาดใหญ่ เช่น Theia Mons และ Rhea Mons ขนาดครอบคลุม ยาวนับพันกิโลเมตร เป็นการทับถมพอกพูนลาวาสูงถึง
4 กิโลเมตร ทั้งสองกรณีทำให้เกิดหุบผาที่ยาวมากกว่า 3,000 กิโลเมตร หรือเช่น ภูเขาไฟ Ishtar Terra ขนาดใหญ่ มีรอยคั่นเป็นวงชั้นโดยรอบ เป็นร่องรอยแสดง
ถึงการล้นท่วม เป็นแผ่นชั้นรอยแ นับพันกิโลเมตรเหมือนลำธารของลาวา
บางพื้นที่มีการยุบตัวของเปลือกดาวศุกร์ เป็นหลุมลึกเหมือนผลไม้ถูกคว้าน ด้วย
สืบเนื่อง ของใต้ชั้นลึกของ Magma ที่เป็นโพรงใหญ่ ระเบิดพุ่งสูงออกสู่ชั้นผิวพื้น
เช่น Lakshmi Planum บริเวณขั้วเหนือแสดงเป็นหลุมลึกแนวยาว
ภูเขาไฟบนดาวศุกร์ ไม่เหมือนกับดาวเคราะห์อื่นในระบบสุริยะ มีลักษณะที่ใหญ่
เป็นก้อนกระจุก ทรงเหมือน Pancakes (ขนมเค็กแบนๆเป็นชั้น) รอบๆกลมหรือชั้น
บนแบนเรียบ ด้วยลาวาท่วมเหนียวเป็นยาง หรือเหมือนแป้งเปียกใหลท่วมออกมา
ความผันแปร Sulfur dioxide (ชนิดเดียวกับโลก) จากภูเขาไฟในชั้นบรรยากาศ
เกิดผลหลายประการที่น่าคิด โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆนี้ สำรวจพบลาวาที่เกิดขึ้นใหม่
การสำรวจบริเวณ Beta Regio พบลาวาท่วมบนหิน Basalts ชนิดคล้ายคลึงกับใน
ทะเลของโลกแต่มีค่าของ Potassium สูงมาก ส่วนหิน Basalts ที่มีองค์ประกอบ
ของ Sulfur พบได้เป็นจำนวนมากทั่วไป และบริเวณ Rusalka Planitia ที่ขั้วเหนือ
ดวงศุกร์ขนาบข้างริมแนวเขา Aphrodite Terra พบหิน Basalts ชนิดเดียวกับโลก
ระบบภูเขาไฟ เปลือกดาวศุกร์ มีความผิดรูปแบบจากกัดเซาะของสภาพอากาศ
และการชนปะทะจาก
อุกกาบาต อย่างไรก็ตาม พบว่าอัตราถูกชนปะทะน้อยกว่า
ดาวพุธและดวงจันทร์ของโลก ประเมินว่าระบบของสภาพบรรยากาศ (Venusian)
มีผลตั้งแต่ดาวศุกร์อายุน้อยๆเป็นต้นมา จากการสังเกตพบความขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ
ไม่เรียบ ร่องรอยริมขอบคมชัด บริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ส่วนชั้นพื้นล่างบางส่วน
มักจะถูกกลบไปด้วยลาวาและหิน
ข้อพิสูจน์เรื่องน้ำบนดาวศุกร์ และการกัดเซาะ
สภาพธรณีวิทยาดาวศุกร์ สามารถพบความประหลาดใจได้มากมาย เช่น ช่องแคบ
คล้ายทางน้ำไหลยาว 150 กิโลเมตร เป็นผนังช่องสูงนับร้อยเมตร เกิดภูมิประเทศ
พื้นด้านล่างโดยรอบ เหมือนเกาะลอยเด่นขึ้นมา ซึ่งดั้งเดิมเพราะการสะเทือนขนาด
ใหญ่ของปล่องภูเขาไฟ จึงเกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงไหล ออกมาของหินหลอม
ละลาย จากการตอบสนองต่อการชนปะทะ หรือจากบางอย่างยังไม่แน่ชัด
แต่คงเป็นไปไม่ได้หากเป็นช่องทางน้ำไหลในอดีต เพราะพื้นผิวดาวศุกร์อุณหภูมิ
และสูงมาก คำถามที่ว่าหากบนดาวศุกร์ไม่มีน้ำแล้วร่องรอยการกัดเซาะเกิดขึ้นได้
อย่างไร
การสืบค้นใหม่พบว่า สภาพอากาศและการกัดเซาะ เกิดความความหนาแน่น ความ
ร้อน และกรดรุนแรง ของบรรยากาศเป็นบ่อเกิดของสนิม เป็นความผันแปรทางเคมี
ตกตะกอนต่อหิน และวัตถุสิ่งต่างๆ ในการสำรวจพื้นที่ 4 จุดบนดาวศุกร์พบมีการ
ตะกอนทีแตกต่างกันในแต่ละจุด
โดยทั่วไป ลมบนพื้นผิวดาวศุกร์ พัดด้วยความเอื่อยเพียง 0.5 - 2 เมตรต่อวินาที
แต่เพียงพอที่จะหอบเอาฝุ่นทราย พัดสูงชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นได้ ทั้งนี้บนพื้น
ผิวดาวศุกร์ 1 ใน 4 เป็นลักษณะ Bedrock (หินดินดาน) ซึ่งร่วนซุยและโปร่ง จึงทำ
ให้ลมหอบฝุ่นทราย พัดไปกัดเซาะโขดหินต่างๆได้
โดยเฉพาะพื้นที่ ที่มีสีสว่างรอบๆบริเวณ Aglaonice แสดงถึงบริเวณนั้นเกิด การพัด
ไหลของลม ที่มีคุณลักษณะพัดเป็นทางพาด กว้าง 1-100 กิโลเมตร สามารถหอบ
หินก้อนเล็กๆได้ เรียกว่า Wind vanes (ลมใบจักร) มีอย่างดกดื่นบนดาวศุกร์คล้าย
กับลมพายุทรายบนโลก แต่บนดาวศุกร์ มีความรุนแรงกว่ามักเกิดบริเวณปากปล่อง
หลุมจากแรงชนปะทะและบริเวณ ที่มีทรายเป็นองค์ประกอบคู่กัน