ปรากฎการณ์ดังกล่าว เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการก่อตัวมาแล้วราว 1,000 ปี
จากการสำรวจพบ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1054 ถูกบันทึกในปูมดาราศาสตร์ ของชาวจีน
สมัยสมัยราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ. 960 - 1288)
ในครั้นนั้นเรียกชื่อว่า Guest star (ดาวอาคันตุกะ) มีความสว่างเป็น 4 เท่าของ
ดาวศุกร์ (-6 mag.) บันทึกยังกล่าวต่อไปว่า สามารถเห็นในเวลากลางวันต่อ
เนื่อง 23 วันและเห็นกลางคืนด้วยตาเปล่า 653 วัน
ยังพบบันทึกของ ศิลปินอินเดียน (Anasazi Indian artists ในปัจจุบันคือบริเวณ
Arizona และ New Mexico) มองเห็นได้ชัดเจนจากพื้นที่ Chaco Canyon National Park (อุทยานแห่งชาติ) ในนิวเม็กซิโกเมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว
John Bevis สำรวจเมื่ิอ ค.ศ. 1731 บันทึกไว้เป็นวัตถุประเภท
ดาวหาง ต่อมา
Charles Messier's เป็นผู้สำรวจต่อมาในปี ค.ศ. 1758 พบว่ามีแสงสีแกมขาว
คล้ายกับแสงในปล่องตะเกียง จึงบันทึกไว้ใน ประเภทเนบิวล่า (Nebula)
Crab Nebula ตั้งชื่อขึ้นโดย Lord Rosse ราว ค.ศ.1844 เขียนภาพไว้เป็นรูป
คล้าย Horseshoe crab (แมงดาทะเล) ภายหลังมีการเอาส่วนแหลมของหาง
ออกทำให้นักดาราศาสตร์ในยุคนั้น มองคล้ายกลายเป็นผลสัปปะรด
สู่ยุค ค.ศ.1919 Roscoe Frank Sanford ได้สำรวจด้วยกล้องขนาดใหญ่พบ
ว่า Crab Nebula มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือประการแรกมีความสับสนอลหม่าน
ของแสงคล้ายแสงใยหลอดไฟ้า ประการที่สองมีสีฟ้าเข้มซ้อนอยู่เบื้องหลัง
โดยก่อนหน้าในปี ค.ศ. 1918 Heber D. Curtis ได้บันทึกเสนอจากข้อมูลหอ
ดูดาว Lick Observatory เป็นวัตถุประเภท Planetary nebula (นิวบูล่าคล้าย
ดาวเคราะห์) ภายหลังมีความเห็นว่าไม่ถูกต้อง ถูกหักล้างออกไป
ต่อมาปี ค.ศ. 1921 หอดูดาว Lampland of Lowell Observatory ใช้กล้อง
ขนาด 42" พบว่า Crab Nebula มีความเด่นสะดุดตา มีการเปลี่ยนแปลงแต่
สุกใส เป็นองค์ประกอบของ Nebula มีการเปลี่ยนแปลงดั่งฉากละคร โดย
เฉพาะกลุ่มดาว บริเวณหย่อมใจกลาง
ในปีเดียวกัน J.C. Duncan แห่งหอดูดาว Mt. Wilson Observatory แสดงข้อ
มูลจากการเฝ้าติดตามมากว่า 11 ปี
ว่า Crab Nebula มีการขยายตัวขึ้น 0.2"
ต่อปี หากคิดย้อนหลังกลับไป ควรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 900 ปีที่แล้ว
Walter Baade และ Rudolph Minkowski ยืนยันในปี ค.ศ. 1930 ว่าการเกิด
Nebula ของ Crab Nebula อยู่ในเงื่อนการพ่นออกมาของวัตถุดิบ (Material
ejected ) จากการระเบิดขึ้นของ ดาวที่สุกปลั่ง (Supernova explosion) โดย
ขยายตัวออกในปริมาตร ประเมินได้ 10 ปีแสงจากจุดศูนย์กลาง
ดูเหมือนนิ่ง
แต่มีความเร็วสูง 1,800 กม.ต่อวินาที
จึงทำให้เห็นความบิดเบี้ยวของ กลุ่มก็าซและเส้นใยก็าซ เหมือนขดลวดหลอด
ไฟฟ้า นั่นเป็นการเกิดจากเศษซาก (Remnants) จากการก่อตัวชั้นนอกสันฐาน
ของดาว เรียกว่า
Pre-supernovar หรือ Supernova (ดาวสุกปลั่งเป็นพิเศษ)
หรือ Progenitor (การเบิกทาง)
ซึ่งชั้นด้านใน มีสีฟ้าใส เกิดจากการเปล่งรังสีสูงของแสง จากขั้วอย่างต่อเนื่อง
ไม่หยุด เรียกว่า
Synchrotron radiation (การแผ่รังสีโดยการเร่งอีเล็กตรอน)
เกิดพลังงานสูง ความเร็วสูง มีความแข็งแกร่งของสนามแม่เหล็ก
ในปี ค.ศ.1949 Crab Nebula จึงถูกจัดไว้ในประเภท Strong source of radio
radiation และปี ค.ศ. 1968 ถูกจัดไว้ในกลุ่ม Pulsating radio source (Crab
Pulsar) Cataloged NP0532, "NP" for NRAO Pulsar หรือ PSR 0531+21
US Air Force officer Charles Schisler ได้เฝ้่าติดตาม Crab Nebula โดย
การล็อคตำแหน่ง อย่างเงียบๆ มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 จากเรดาห์ USAFB ใน
Alaska และบันทึกไว้ตลอดมา จน ค.ศ. 2007 พบ Crab Nebula มีการแกว่ง
ไปมาของคลื่น เริ่มเบาบางลงจนไม่เคลื่อนไหว แต่ไม่ได้ประกาศแจ้งใดๆอย่าง
เป็นทางการ (ซึ่งได้ยุติการตรวจจับคลื่นแล้ว)