|
|
| |
 |
 |
 |
| |
รอยไหม้ของผิวเปลือก (Fusion Crust)
ในประเภทก้อนเหล็กทั้งหมด พบว่าเกิดผิวไหม้คล้ำดำอย่างรวดเร็วเมื่อผ่านเข้า
สู่ชั้นบรรยากาศของโลก จากการลุกไหม้เป็น ลูกไฟ (Fire ball)
ประเภทก้อนหินขณะพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศ หากภายในก้อนมีอุณหภูมิ 1,800 องศา C จะลุกไหม้เป็นลูกไฟ เห็นเป็นหางยาวตามแนววิถีจนตกลง โดยไม่เกิดรอยไหม้
ของผิว ยกเว้นขณะลุกไหม้เป็นลูกไฟอยู่นั้น เกิดเย็นตัวลงทำให้ส่วนที่ถูกละลาย
หายไป เกิดเป็นรอยไหม้
ส่วนประเภทสะเก็ดดาวก้อนหินปนเหล็ก ที่มีส่วนประกอบของ แร่ Magnesium
และ Silicate ถ้าภายในมีการละลายตัว ด้วยความร้อนสูง ทำให้แร่่เหล่านั้น
สูญหายไม่แสดงผลึกแร่
แต่จะเกิดการกระจายตัว ของเม็ดเล็กๆ ของธาตุเหล็ก อย่างไม่มีรูปแบบไม่มาก
ก็น้อยภายในของแร่สะเก็ดดาว ทำให้ขณะพุ่งสู่บรรยากาศ ไม่เกิดแสงสว่าง
แต่เมื่อเย็นตัวลงก็จะผลึกแร่ก็จะกลับคืน สู่สภาพเดิม มีลักษณะโครงสร้างคล้าย
แก้วสีน้ำตาลใส หรือสีน้ำตาลไหม้จนดำบริเวณผิวเปลือก ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ของแร่เดิมภายในแร่สะเก็ดดาว |
 |
| รอยไหม้ของผิวเปลือก (Fusion Crust) |
| |
 |
| การผุกกร่อนจากลมและฝน (Weathering) |
| |
| |
การผุกกร่อนจากลมและฝน (Weathering)
สะเก็ดดาวตกสู่พื้นโลกไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น ทั้งหมดได้ตกสู่พื้นโลกมานานนับหลาย แสนหรือล้านปี สะเก็ดดาวที่ล่องลอยในอวกาศ ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในสภาพใกล้
สูญญากาศ (Near Vacuum of Space) นั้นเป็นสภาพแวดล้อมเดิมของสะเก็ดดาว
แต่เมื่อตกลงสู่พื้นโลก ย่อมเกิดปฏิกิริยากับน้ำและออกซิเจน จะทำให้สามารถ แสดงผลของวัตถุออกมาเช่นเดียวกับ หินบนโลกทั่วไป มักเกิดกับสะเก็ดดาว
ประเภทหินส่วนใหญ่จะเกิดการแตกหักออก ถูกทำลายจากการเปลี่ยนแปลงของ
สภาพอากาศ แบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ
Mechanical (ด้วยกลไกจากสภาพอากาศ) ตั้งแต่สะเก็ดดาวเข้าสู่วงโคจรก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นขบวนการเริ่มต้นจากกลไก สภาพอากาศ เมื่อเข้าสู่ ชั้นบรรยากาศ พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วนับพันกิโลเมตรต่อ
ชั่วโมง ทันทีทันใดนั้น โครงสร้างภายในที่บริสุทธิ์ถูกผลกระทบเผาไหม้เสียดสี จากความร้อนเป็นชั้นๆ จนกระทั่งเกิดการลุกไหม้ และเย็นตัวลงเหมือนรอยแตก
ร้าวของผิวเครื่องปั้นดิน เผา
รอยแตกร้าวดังกล่าว ทำให้เป็นช่องทางของน้ำและออกซิเจนเข้าไปเริ่มต้นการ
เปลี่ยนแปลง สภาพภายในแร่สะเก็ดดาว หลังการตกสู่พื้นโลก ตามบริเวณเขต
สภาพอากาศที่ตก เช่น อุณหภูมิจากความเย็น บริเวณที่มีน้ำ ก็จะเริ่มเป็นวัฎจักร
ขยายตัวจากจุดเล็กๆ
สะเก็ดดาวประเภทก้อนหิน ส่วนมากมีเปลือกไหม้ที่หนาก็สามารถทนต่อ ปฏิกิริยา ทางเคมี และกลไกสภาพอากาศได้ในบางระดับ ของชั้นผิวเปลือก
Chemical Weathering (ด้วยกลไกจากปฏิกิริยาเคมี) จากสภาพอากาศเป็นตัวนำไปสู่ปฏิกิริยาเคมี ในสภาพอากาศซึ่งน้ำและ ออกซิเจน
ที่มีอยู่บนพื้นโลกจำนวนมากเป็นตัวการสำคัญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบแร่สะเก็ดดาว
ภายใต้สภาพแวดล้อมโลก
จนสามารถทำให้แร่สะเก็ดดาวที่มาจากอวกาศ ปรับสภาพกลายเป็นหินเหมือนกับ
ของโลกได้ เช่น ตัวอย่างในภาพ หินสะเก็ดดาว มีปฏิกิริยาเคมีกับ หิน Oil shale แทบจะไม่ทราบเลยว่าเป็น เดิมเป็นหินสะเก็ดดาว |
|
| |
 |
| Mechanical (ด้วยกลไกจากสภาพอากาศ) รอยแตกเล็กเป็นช่องทางของน้ำและออกซิเจนเข้าไป |
| |
 |
Chemical Weathering (ด้วยกลไกจากปฏิกิริยาเคมี)
หิน Oil shale แทบจะไม่ทราบเลยว่าเป็น เดิมเป็นหินสะเก็ดดาว |
| |
สถาบัน Wlotzka of The Max Planck Institute ประเทศเยอรมัน
ได้กำหนดตารางแสดง แร่สะเก็ดดาว เปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศ
ออกมาเป็น 6 ระดับดังนี้
W 0 ช่วงระยะเวลาไม่กี่วัน ไม่สามารถเห็นเงื่อนไข Oxidation
(การผสมตัวกับออกซิเจน) ของเม็ดโลหะหรือ Sulfides (กำมะถัน)ได้
W 1 ช่วงระยะเวลาไม่นานพบ Oxidation เล็กน้อย บริเวณขอบเม็ดโลหะ และต่อเนื่องเป็นเส้นเล็กๆ บ้าง
W 2 ช่วงระยะเวลา 5,000-15,000 ปี พบ Oxidation ปานกลางของเม็ดโลหะ
และ Iron Sulfide (กำมะถันเหล็ก) ประมาณ 20 - 60 % ร่วมด้วย
W 3 ช่วงระยะเวลา 15,000 - 30,000 ปี พบ Oxidation จำนวนมากของ
เม็ดโลหะและต่อเนื่องเป็นเส้น 60 - 95 % ร่วมด้วย
W 4 ช่วงระยะเวลา 20,000-35,000 ปี พบ Oxidation สมบูรณ์แบบของ
เม็ดโลหะต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ของแร่ Silicates
W 5 ช่วงระยะเวลา 30,000-45,000 ปี เป็นการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง
องค์ประกอบด้านเคมีของแร่ Magnesium / Iron Silicates จากรอยแตกร้าว
ผิวสะเก็ดดาวที่ยาวนานแต่เดิมโดยแสดงผลเป็นแร่ Olivine เล็กน้อย
เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงภายในเม็ดแร่ ยังไม่แสดงบริเวณขอบของเม็ดแร่
W 6 ช่วงระยะเวลา 30,000-45,000 ปี เช่นกันมีการขยายตัวพื้นที่ของแร่
Silicates ออกไปโดย Iron Oxides และ Clay Minerals (แร่ดินเลน)
เกิดแร่ Feldspars ในรอยตะเข็บ ใน Matrix |
| |
 |
| |
 |
| |
หมายเหตุ : ระดับอายุหินสะเก็ดดาว W 4 - W 5 และ W 6 การค้นข้อมูลพบว่า
ภาพประกอบหายากมาก ที่มีอยู่ไม่มีเอกสารรับรองเป็นทางการ
จึงไม่อาจนำมาแสดงได้
การแบ่งประเภทแร่สะเก็ดดาว
แต่เดิมนั้นช่วงกลาง ศตวรรษที่ 20 ใช้หลักเกณฑ์ การแบ่งประเภทของ
Rose- Tschermark - Brezina Classification ถัดมาใน ค.ศ. 1916
George T. Prior ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เรียกว่า Prior Classification
ภายหลังเมื่อ ค.ศ. 1967 Brian Mason แห่ง American Museum of Natural
History มีการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพิ่มเติมอีก ในปีเดียวกัน Klaus Keil และ
Kurt Fredr iksson แห่ง University of California In Sun Diego
ใช้การวิเคราะห์แร่สะเก็ดดาว ด้วยวิธี Electron Microprobe ได้พบข้อมูลและ
รายละเอียดธาตุต่างๆเพิ่มเติมใหม่ จึงได้พัฒนาแบ่งกลุ่มออกได้ดังนี้
Classification of Meteorites (A.E.Rubin ,2000)
กลุ่ม Chondrites
เป็นหินเก่าแก่ มีแก่นสารองค์ประกอบของ Chondrules (เป็นรูปแบบหินอัคนีเล็กๆ
ของดาวฤกษ์ เช่น ดวงอาทิตย์ ) แบ่งย่อยเป็นแต่ละกลุ่มได้ดังนี้
Carbonaceous Chondrites
องค์ประกอบตระกูลใกล้เคียงดวงอาทิตย์ คือ คาร์บอนแสดงการเปลี่ยนแปลง จากส่วนประกอบของน้ำ (Aqueous Altertion) ส่วนใหญ่มีการ Oxidized สูง
(การรวมตัวกับออกซิเจน) และมีอายุเก่าแก่มาก
Ordinary Chondites (Ordinary Chondrites)
โดยทั่วไปลักษณะพิเศษ มีแก่นสารของ Chondrules เหมือนกันและเกร็ดเล็กๆ
ของ Iron – Nickel เป็นเอกลักษณ์ฝังอยู่ ( H มี Iron สูง - L มี Iron ต่ำ - LL มี
Iron และ Metallic ต่ำ)
Rumurutiite Chondrites
มีส่วนประกอบของ Oxidized สูงมากและออกซิเจนมาก
Enstatite Chondrites มีส่วนประกอบของ แร่ Magnesium มาก พบโดยสามัญในกลุ่ม Carbonaceous
Chondited และ Rumurutiite Chondites เช่นกันโดย Enstatite เป็นแร่มีอายุ
เก่าแก่มาก ( EH มี Iron สูง - EL มี Iron ต่ำ )
IAB / IIICD silicates
แสดงกลุ่มเป็นองค์ประกอบย่อยของ Chondrites มีองค์ประกอบก๊าซกำเนิดของ
ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ |
| |
 |
| Carbonaceous Chondrites |
| |
 |
| Ordinary Chondites (Ordinary Chondrites) - H |
| |
 |
| Ordinary Chondites (Ordinary Chondrites) - L |
| |
 |
| Ordinary Chondites (Ordinary Chondrites) - LL |
| |
 |
| Rumurutiite Chondrites |
|
|
|
|