|
|
| |
| |
Metamorphic Rocks : หินแปร |
| |
| |
เป็นลักษณะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางธรณีวิทยาของหินในทาง
กายภาพ (Physical) และทางเคมี (Chemical) โดยมีเงื่อนไขและองค์ประกอบ
ที่แตกต่างกัน จากหินที่กำเนิดเดิม (Originally formed)
การเปลี่ยนแปลง มักเกิดบริเวณพื้นผิวที่หนาเป็นแผ่นปึก ด้วยการสะสมความร้อน
และความกดดัน หากสภาวะแวดล้อมทางเคมีีเหมาะสม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
รูปแบบของผลึก (Re-crystallization) จากการผสมรวมกับแร่ (Mineral)
เปลี่ยนเป็นหินใหม่ขึ้น ซึ่งคำว่า Metamorphic มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า
เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปทรง |
 |
| ภูเขาหินแปร สังเกตุมีลักษณะเป็นริ้วแถบอยู่ด้านหลัง |
| |
 |
| ตารางแสดงระดับการเกิดของหินแปร ระหว่างความลึก และอุณหภูมิ |
| |
| |
การเกิดของหินแปรเป็นการเกิด จากหินด้วยกันด้วย องค์ประกอบจากอุณหภูมิ ความร้อนและความกดดันเป็นหลัก จึงแบ่งระดับของหินแปร ด้วยข้อแตกต่าง
จากเงื่อนไข ระดับความลึกความกดดันและความลึกจากพื้นผิวโลก
Grade of Metamorphism
Low-grade metamorphism
เกิดระหว่างอุณหภูมิ 50 -300 องศา C ในสภาพความกดดันต่ำโดยทั่วไป
จะมองไม่เห็นส่วนประกอบของเกร็ดแร่ด้วยตาเปล่า(หรือแว่นขยายขนาดเล็ก) มักพบรอยกะเทาะแตก มีสีทึบ
Intermediate-grade metamorphism เกิดระหว่างอุณหภูมิ 300-450 องศา C สภาพความกดดันระดับกลาง
สามารถมองเห็น ส่วนประกอบของเกร็ด Mica หรือแร่อื่นๆ เห็นการสะท้อนแสง ของเกร็ดแร่เล็กๆ มักผิวหยาบ สีสว่าง แจ่มใส
High-grade metamorphism
เกิดขึ้นมากกว่า อุณหภูมิ 450 องศา C ขึ้นไปในสภาพความกดดันสูง จะมองเห็นแถบริ้วเป็นชั้นสีสว่างและสีคล้ำของแร่ชัดเจน
Types of Metamorphism
การก่อตัวของหินแปร มีความสัมพันธ์อย่างหลากลายกับสภาพแวดล้อมโลก
จึงแบ่งออกเป็นประเภทจากการเกิดดังนี้
Contact Metamorphism
เกิดบริเวณแนวหินที่มาชนบรรจบกัน ชั้นที่ตื้นบนแผ่นเปลือกโลกโดยความร้อน ที่สูงแทรกซึมจากแมกม่า (Magma) สู่หินที่เย็นกว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กรณีความร้อนขึ้นสู่ขีดสูงสุดมักจะเกิดของเหลวไหลละลาย ก่อให้เกิดส่งผลด้าน เคมีและแร่ เข้าร่วมเป็นองค์ประกอบของเหลวเหล่านั้น เป็นสารประกอบถ่านหิน
(Carbonate rocks) มักพบเมล็ดหินใส (Fine-grained rocks) เป็นแร่ผสม รวมอยู่ เช่น Quartz, Feldspars, Epidote อย่างหลากหลายเรียกว่า Hornfels แต่ในชั้นนี้มีกดทับของซากอินทรีย์สารน้อย จึงไม่ค่อยพบในหินดังกล่าว |
|
| |
 |
แถบของหิน Marble (ขวา) ชนบรรจบกับ หินอัคนี Nepheline syenite (ซ้าย) ทำให้เกิด
สารประกอบทางเคมีของ Magma พาดบนแนวแถบหิน Marble ซึ่งเป็นลักษณะการเกิด แร่ใหม่ |
| |
 |
ลวยลายต่างๆที่สวยงามบนหิน Marble จะแตกต่างกันไป เป็นผลจากปฏิกิริยา
ทางเคมี ใต้พื้นผิวของโลกในแต่ละแห่ง |
| |
Regional Metamorphism
เกิดบริเวณพื้นที่ี ภูเขาขนาดใหญ่ พื้นที่ใหญ่ โดยทั่วไปมักไม่พบส่วนประกอบ
ของหินอัคนีและไม่มี Hydrous minerals ด้วยน้ำหนักของภูเขาเกิดการกดทับ
เป็นแรงเค้นลงสู่ด้านล่าง
จึงมีลักษณะเป็นแผ่นบางแข็ง เช่น หิน Slates, Schists, Gniesses
ขณะที่พลังงานแรงเค้นจากบริเวณ ภูเขาไฟ ใต้เปลือกโลกที่มีความต่างกัน
ทำให้มวลของแผ่นเปลือกโลกเกิดการชนกัน ตามแนวรอยพับ หรือแนวซอกเขา
การกดอัดมาก ทำให้หินเพิ่มความข้นหนาเหมือนเปลือกแข็งภายใต้ผิวนั้นยิ่ง เพิ่มพูนความร้อน ความกดดันที่ละน้อย จนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับจาก
ระยะเวลาที่ยาวนาน |
| |
 |
หิน ที่ถูกแรงเค้นกดทับ และแสดงให้เห็นถึงร่องรอย ของเหลวสารประกอบทางเคมี
ี เป็นการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางออก และความกดดันอย่างไม่เป็นระเบียบ |
| |
 |
ภาพถ่ายทางอากาศแสดงพื้นที่ขนาดใหญ่ (เส้นแถบขาว-แดง = 20 กม.)
แสดงลักษณะมวลของเปลือกโลกชนกัน Regional Metamorphism เกิดขึ้นตามแนวรอยพับ |
| |
| |
Cataclastic Metamorphism
เกิดโดยเงื่อนไขทางกลศาสตร์ (Mechanical) ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เช่น ก้อนหิน 2 ก้อนไถลเข้าหากันทำให้ พื้นที่บริเวณดังกล่าวเปลี่ยนรูปไป ขณะไถล เกิดการเสียดสีมีความร้อน เกิดการกระแทก หลุดออกออกเป็นผง
และมักเกิดในบริเวณเฉพาะ พื้นที่มุมลาดดิ่ง (Narrow zone) ที่มีระยะความยาว |
|
| |
 |
| ลักษณะมุมลาดดิ่งของบริเวณภูเขา เป็นเงื่อนไขทางกลศาสตร์ |
| |
| |
Hydrothermal Metamorphism
เกิดบริเวณพื้นที่ ที่มีการผันแปรของอุณหภูมิสูงและความกดดันที่เพียงพอ
จึงเปลี่ยนเป็น ของเหลวในสารประกอบของแร่ (Hydrous minerals) แล้วแข็ง
ตัวฝังแน่นอยู่ในหิน มักพบมากใน หิน Talc, Chlorite, Serpentine, Actinolite,
Tremolite, Eolites, Clay minerals และในแร่ต่างๆ |
|
| |
 |
| ก้อนแร่ Peridotite บริสุทธิ์ ฝังแน่นอยู่ใน Hydrothermal Metamorphism |
| |
 |
| ภาพขยายกำลังสูง ขบวนการเริ่มต้นสร้าง kaolinite หรือ Clay minerals (ดินขาวสำหรับทำถ้วยชาม)กับสารประกอบของแร่ Felspars ในก้อนหินอัคนี |
| |
| |
Burial Metamorphism
การที่หินตะกอน (Sedimentary rocks) ถูกทับถมลึกใต้พื้นผิวนับพันเมตร
จะมีสภาพความร้อนมากกว่า 300 องศา C เกิดแรงกดทับและแตกแยกออก
ทำให้สามารถเกิด แร่ใหม่ได้แต่หินไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูป
โดยหลักแล้วแร่มีองค์ประกอบจาก Zeolites โดยซ้อนเหลื่อม (Overlaps) เป็นลักษณะเปลี่ยนแปลงการในลักษณะกระจายตัว
Shock Metamorphism (Impact Metamorphism)
เกิดจาก ดาวหาง อุกกาบาต หรือวัตถุจากอวกาศวิ่งชนปะทะโลกหรือกรณี
ภูเขาไฟขนาดใหญ่ระเบิด เกิดคลื่นความกดดันมหาศาล ส่งผลให้พื้นผิวของแร่
เปลี่ยนแปลงการเกิดของหินประเภท Shock Metamorphism จากคลื่นดังกล่าว |
|
| |
 |
ภาพขยายกำลังสูง การรวมตัวของ แร่ Sapphirine (สีน้ำเงิน) และ Quartz (สีใส)
โดยซ้อนเหลื่อม อยู่ในหินตะกอน สภาพความร้อนสูง 1,040 องศา C |
| |
 |
| |
 |
| ลักษณะหิน ที่เปลี่ยนแปลงรูปจากคลื่นความกดดัน |
| |
| |
ภาพรวมของประเภทหินแปร ภายใต้อิทธิพลความร้อน ความกดดัน
และปฏิกิริยาทางเคมี เป็นเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลง ต้นทางก่อตัวของแร่ใหม่
ที่มีองค์ประกอบด้านดุลยภาพ ในสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยร่วมด้วย
ต้องนำมาพิจารณา คือ
ลักษณะริ้วรอยพื้นผิว (Texture)
ลักษณะร่องรอยการเปลี่ยนแปลงมูลฐานเดิม (Protolith) องค์ประกอบทางเคมี (Chemical composition)
จึงแบ่งเบื้องต้นออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
กลุ่ม Foliated metamorphic rocks
มีลักษณะของแร่หนาแน่น หรือมีแถบแร่ในชั้นหิน เช่น
หิน Slate มีองค์ประกอบของ Mica ก่อตัวจากหิน Shales และ Muds ลักษณะพิเศษมักพบบริเวณรอยแยกของพื้นผิวโลก
หิน Schist มีองค์ประกอบของ Quartz – Mica ก่อตัวจากหิน Slate
ลักษณะพิเศษเป็นลอนลูกคลื่น
หิน Gneiss มีองค์ประกอบของ Quartz – Mica – Feldapar ก่อตัวจาก
หิน Schist ลักษณะพิเศษสีคล้ำหรือแถบชั้นแร่เป็นริ้ว
กลุ่ม Non Foliated metamorphic rocks
มีลักษณะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของผลึก (Re-crystallization)
แต่ไม่มีแร่เป็น สารประกอบ เช่น
หิน Quartzite มีองค์ประกอบของ Quartz ก่อตัวจาก Sandstone
ลักษณะพิเศษ ผลึกใส ที่ประสานกันแน่น (Interlocking crystals)
เป็นส่วนใหญ่ มีรูซึมน้อยหรือไม่มีเลย
หิน Marble มีองค์ประกอบของ Calcite ก่อตัวจากหิน Limestone ลักษณะที่ พิเศษผลึกใสประสานกันแน่น (Interlocking crystals) เนื้อหยาบ
เป็นส่วนใหญ่ มีรูซึมน้อยหรือไม่มีเลย |
| |
 |
| ลักษณะในธรรมชาติของหิน Slate |
| |
 |
| ธรรมชาติของหิน Schist ลักษณะพิเศษมีลอนลูกคลื่น |
| |
 |
| ลักษณะในธรรมชาติของหิน Gneiss |
| ลักษณะในธรรมชาติของหิน Quartzite |
| ลักษณะในธรรมชาติของหิน Marble |
| |
| |
ข้อสรุปของ หินแปร นับว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มากในด้านรายละเอียดยังสามารถ
แตกแขนงของกลุ่มหิน ออกไปได้อีกมายมากการสำรวจจากแต่ละแหล่งหิน
มีความแตกต่างกัน ทั้งด้านสีสัน ส่วนผสมที่ถูกปรับเปลี่ยนด้านเคมี ตามแต่ สภาพแวดล้อม ความกดดัน ความร้อนที่ถูกสะสม การเคลื่อนไหวทางกลศาสตร์
นั้นย่อมหมายความตลอดเวลาแห่งการดำรงชีพของทุกสรรพสิ่งบนโลก
หินที่มนุษย์มองว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ยังไม่เคยหยุดทำงานเลย มีการเปลี่ยนแปลง
พัฒนาการเรื่อยไป แล้วตัวเรา ควรที่จะปฏิบัติต่อสังคมโลกอย่างไรบ้าง |
|
| |
|
|
|
|