|
|
| |
| |
Sedimentary Rocks : หินตะกอน [หน้า 1/2] |
| |
| |
การเกิดของหินตะกอน มีเงื่อนไขมากมายและถูกผสมด้วยอนุภาพที่เป็น
เศษชิ้นต่างๆ ทางกายภาพ หินสามารถเกิดได้หลายครั้ง ตัวอย่าง เช่น
ความเชี่ยวของกระแสน้ำ หรือน้ำตก กระแทกให้หินแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แล้วไหลล่องลอยไป เมื่อกระแสน้ำหยุดไหล หินก็หยุดเคลื่อนที่ เกิดสะสม
ก่อตัวใหม่ ลมที่มี ความแรง สามารถพัดกรรโชกหินแตกออกเป็นฝุ่นผง
แผ่นชิ้นเล็กๆ ธารน้ำแข็ง ก็มีพลังงานที่จะป่นหินให้เป็นเศษชิ้นย่อยลงไปได้
ความเย็นและความร้อนเป็นวัฎจักรเสริมให้หินต่างๆแตกออก โดยใช้ระยะเวลา
ความหลายหลากของการเกิด ทำให้หินตะกอน มีประเภทตามแหล่ง
ของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันออกไป |
 |
หินตะกอน เกิดจากเมล็ดทราย ชิ้นเล็กๆที่ถูกลม แม่น้ำ มหาสมุทรหรือฝน
หอบพัดไปทุกหนแห่งบนโลกแล้วทับถมรวมกัน ลักษณะการเกิด มีองค์ประกอบจากสภาพอากาศ
เป็นตัวช่วย ยึดเกาะเมล็ดเล็กๆเหล่านั้นไว้ด้วยกันเป็นก้อน แล้วเริ่มการก่อตัวเป็น ชั้นๆ (Layers) |
| |
| |
ลักษณะหินตะกอนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
Clastic หรือ Detrital
เกิดจากชิ้นส่วนเล็กๆของหินต่างๆ ที่เป็นจำนวนมากแล้วสะสมยึดเกาะก่อตัวขึ้น เป็นก้อนหิน
Chemical
เกิดจากการแห้งขอดหรือการระเหยของน้ำ โดยมีส่วนประกอบทางเคมีของแร่
เป็นส่วนผสมอยู่ เช่น เกลือ ยิปซัม เพราะมักเกิดจากที่ๆเคยมีน้ำท่วมหลายครั้ง
หรือบริเวณที่ลุ่ม โดยจะใช้เวลายาวนานมาก
Organic
เกิดจากการสะสมของกลุ่มอินทรีย์สาร (Organic) ทุกชนิด เช่น
ซากกระดูกสัตว์ต่างๆเปลือกหอย หรือเศษเล็กๆของแคลเซียม ที่ลอยอยู่บนพื้น
มหามหาสมุทรก็เพียงพอที่จะเกิด หินตะกอนได้ |
|
| |
 |
| Deterital หรือ Clastic เกิดจากชิ้นส่วนเล็กๆของหินต่างๆ |
| |
 |
| Deterital หรือ Clastic เกิดจากชิ้นส่วนเล็กๆของหินต่างๆ |
| |
 |
| Chemical มีส่วนประกอบทางเคมีของแร่ |
| |
 |
| Chemical มีส่วนประกอบทางเคมีของแร่ |
| |
 |
| Orgnic จากการสะสมของกลุ่มอินทรีย์สาร เช่น เปลือกหอย |
| |
 |
| Orgnic จากการสะสมของกลุ่มอินทรีย์สาร เช่น เศษเล็กๆของแคลเซียม |
| |
| |
จากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เป็นปัจจัยหลักส่งผลต่อ ขนาดเมล็ดหิน สี รูปร่าง และองค์ประกอบอื่นๆด้านเคมี ทั้งนี้ยังมีเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ลมฝน แรงดึงดูดน้ำขึ้น-น้ำลง ตัวแปรที่สำคัญอีก สามารถแบ่งแหล่งที่เกิดของหินตะกอน จากลักษณะการก่อตัว ตามสภาพแวดล้อมได้ดังนี้
การเกิดบริเวณทวีป (Continental)
ด้วยสภาพแวดล้อมดังนี้
Alluvial Fan เกิดจากเม็ดทรายถูกพัดมาด้วยความเร็วของน้ำ รวมตัวกันเกิดเป็นก้อนกรวด หยาบๆทั้งเล็กและใหญ่
Rivers
เกิดจากเม็ดทรายถูกพัดพามาด้วยความเร็ว เมื่อปะทะช่องแคบของลำน้ำหรือถูก
สิ่งที่กีดขวางจะช้าลง ตกตะกอนลงตามก้นของลุ่มน้ำแล้วจับตัวเป็นก้อน
Deserts เกิดจากเม็ดทรายถูกหอบพัดโดยลม ตกลงเป็นชั้นๆแล้วรวมกันเป็นเนินเขา
ก้อนหินขนาดเล็กและขนาดใหญ่
Glaciers
เกิดจากเม็ดทรายรวมตัวกันอย่างไม่มั่นคงเป็นธารน้ำแข็ง และถูกพัดพาลงสู่
ก้นทะเลสาบตกตะกอนลงจับตัวกันเป็นก้อน
Lakes
เกิดจากเม็ดทรายรวมตัวกันในแหล่งน้ำลึก เช่น ทะเลสาบ แล้วตกตะกอน ร่วมกับสารเคมีก้นทะเลสาบต่อมาแห้งแล้ง จนเกิดการระเหิดของบริเวณนั้น เป็นผลึกจับตัวก้อนเป็นชั้นแผ่นก้อน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นเฉพาะที่ |
|
| |
 |
| Alluvial Fan เกิดจากเม็ดทรายถูกพัดมาด้วยความเร็วของน้ำแล้วรวมตัวกัน เช่น บริเวณน้ำตก |
 |
| Rivers เป็นการตกตะกอนลงตามก้นของลุ่มน้ำในแม่น้ำต่างๆ |
| |
 |
| Deserts ถูกหอบพัดโดยลม ตกลงเป็นชั้นๆแล้วรวมกันเป็นเนินเขา |
| |
 |
| Glaciers รวมตัวกันอย่างไม่มั่นคงเป็นธารน้ำแข็งแล้วไหลลงสู่ก้นทะเลสาบ |
| |
 |
| Lakes เป็นการตกตะกอน ร่วมกับสารเคมีก้นทะเลสาบต่อมีการระเหิดจับตัวเป็นก้อน |
| |
การเกิดบริเวณแนวชายฝั่ง (Coastal)
ด้วยสภาพแวดล้อมดังนี้
Deltas
เกิดจากเม็ดทรายและเศษซากอินทรีย์สาร บริเวณช่องแคบปากแม่น้ำ
เป็นสันดอนปลักตม แล้วตกตะกอนรวมกันเป็นก้อน
Beaches
เกิดจากคลื่นนำพาเม็ดทรายจากที่อื่นๆมารวมกันเป็นเนิน เมื่อเวลานานมากขึ้น
เกิดการจับตัวรวมกันเป็นก้อน
Tidal Flats
เกิดจากปรากฏการณ์ น้ำขึ้นน้ำลง ที่เป็นเอ่อท่วมจนแห้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
เมล็ดทรายเกิดจับตัวกันเป็นก้อนหรือแผ่นหนาขึ้น |
| |
 |
| Deltas เกิดบริเวณช่องแคบปากแม่น้ำ เป็นสันดอนปลักตม |
| |
 |
| Beaches การเกิดจากคลื่นนำพาเม็ดทรายจากที่อื่นๆมารวมกัน เช่น ตามแนวชายฝั่ง เกาะแก่งต่างๆ |
| |
 |
| Tidal Flats เกิดจากปรากฏการณ์ น้ำขึ้นน้ำลง เช่น จากอิทธิพลของดวงจันทร์ |
|
|
|
|