อนุภาคไม่มีขอบเขตการเชื่อมโยง บางชนิดมองไม่เห็น
บางชนิดหาไม่พบ บางชนิดเราก็ยังไม่เข้าใจในขณะนี้
ด้วยความไม่มีขอบเขตของจักรวาล ข้อเท็จจริงนั้น มนุษย์ต่างหากเป็นผู้กำหนด
ขอบเขตขึ้นในทางกายภาพ เช่น ระบบสุริยะในทางช้างเผือก
(Milky Way Galaxy)
จักรวาลเองไม่มีรั้วกั้น แต่ มีการเชื่อมโยงกัน อย่างกว้างขวางและไกลของพลังงาน
ที่มองไม่เห็น ในรูปแบบแรงโน้มถ่วง
นอกจากความกว้างไกลแล้ว อาจยังเชื่อมโยงด้วยอนุภาคที่มองไม่เห็นไปสู่มิติอื่น
มิติเหล่านี้ อาจมีข้อจำกัดสำหรับตัวมนุษย์ ที่จะอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในขณะนี้
เพราะมองไม่เห็น ซึ่งเรียกว่า จักรวาลที่มองไม่เห็น
(Invisible universal)
การที่กล่าวไว้ว่า สสารคือพลัง และสสารต้องมีที่อยู่ เช่น สถานะต่างๆ แต่รูปแบบ
ของ Cosmic rays ก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น ด้วยการเป็นพลังงานในรูปแบบของรังสี
ที่เรามองไม่เห็นที่อยู่ของอนุภาค หากจะใช้คำว่า มีความว่างเปล่า แต่ไม่ว่างเปล่า
ก็ได้ซึ่งต่างไปจากที่เราเข้าใจ
นอกจากนั้น พลังงานทั่วไปไม่ได้มี เพียง 3 สถานะ ยังมีความสามารถในสถานะ
อื่นๆอีกมาก เช่น สถานะ
Plasma (พลาสมา) มีคุณสมบัติก๊าซร้อนเดือดพล่าน
สถานะนี้ในระบบสุริยะ พบได้ 2 แห่ง คือ ชั้นบรรยากาศของโลกและดาวพฤหัส
เท่านั้น หรือ สถานะ Plasma Electron เป็นการบิดตัวของสนามแม่เหล็กก็าซ
(Magnetized gas) พบได้ในควอซาร์
(Quasar) นับว่าเป็นแหล่งสุดยอดของ
พลังงานไกลโพ้น และเก่าแก่ที่สุดของจักรวาล
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกในความสามารถคิดเครื่องมือได้ในอนาคต
เพื่อเห็นสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ ดังเช่น จากอดีตมนุษย์ไม่เคยเห็นว่าภายในร่างกายตน
มีอะไรอยู้บ้าง ยกเว้นผ่าออกมาดู สิ่งของหลายอย่างที่บรรจุ ในกระเป๋าเดินทาง
ไม่มีใครรู้ แต่การที่มีเครื่อง X-ray ทำให้เห็นภาพภายในได้ อย่างถูกต้องเพียง
แต่การคุ้นเคยกับเครื่องมือดังกล่าว จึงไม่ตื่นเต้นและสงสัยในการเห็นแบบนั้น
ทำนองเดียวกัน การเห็นและตรวจสอบหา พลังงานที่มองไม่เห็นไม่ใช่เรื่องยาก
ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบัน สามารถวัดหาค่าและวิเคราะห์ได้
(หมายเหตุ : Plasma ที่กล่าวในที่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับที่อยู่ในเลือดของมนุษย์)
คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ของ Cosmic rays
หรือ รังสีจักรวาล หรือบางคนอาจเรียกว่า พลังจักรวาล
อะไรคือ Cosmic rays
---------------------
เป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงของอนุภาค (Protons และ Nuclei ของอะตอม) โดย
กลุ่มอนุภาคเหล่านี้มาจากห้วงอวกาศ มีค่าพลังงานมากกว่า 2,000,000,000 eV (electron volts - เป็นหน่วยการวัดอนุภาค หากวัดโมเลกุล ในห้องที่นั่งอยู่ทั่วไป
จะมีค่า 1/40 eV)
อนุภาค Cosmic rays มีอยู่ทั่วไปบริเวณ เหนือชั้นบรรยากาศของโลก เรียกว่า
Primary Cosmic rays (รังสีจักรวาลปฐมภูมิ)แต่หากอนุภาคนั้น ตกลงพื้นโลก
เรียกว่า Secondary Cosmic rays (รังสีจักรวาลทุติยภูมิ)
เบื้องต้น Cosmic rays เกิดจาก Ultra-penetrating Gamma raditation (การ
แผ่รังสี ระดับคลื่น Gamma ซึ่งมนุษย์มองเห็นไม่เห็น แต่สามารถใช้เครื่องมือ
วิทยาศาสตร์ตรวจจับได้) หลังจากนั้น มีขบวนการของ
อนุภาค Nentrinos เข้ามา
เกี่ยวข้อง
สามารถมองเห็น
Cosmic rays ได้เหนือชั้นบรรยากาศของโลก เหมือนสายฝน
เม็ดเล็กๆกำลังพุ่งไหลรินเข้าสู่โลก มีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ครอบคลุมไปทั่วฟ้า
ขณะเดียวกัน Cosmic rays เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกก็จะรวมตัวกับ Oxygen หรือ
Nitrogen เกิดการเสื่อมสลายของ
Electrons ค่าพลังงานจึงลดลง
Cosmic rays ความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง มีพลังสูงมาก (Very high energy)
มีคุณสมบัติสามารถกระตุ้นอนุภาคต่างๆ ในธรรมชาติที่อยู่ในโลก ในสัตว์ สิ่งของ
ต่างๆ และอนุภาคที่อยู่ในมนุษย์ได้ โดยมีพลังสูงสุด ระดับมากกว่า 1,000 ล้าน
เท่าของอนุภาคทั่วไปที่พบบนโลก
การสำรวจพบ Cosmic rays
--------------------------
ทางวิทยาศาสตร์ สำรวจพบ Cosmic rays ครั้งแรกในปี ค.ศ.1912 ต่อมาปี ค.ศ.
1927 สามารถเห็น Cosmic rays แบบ Cloud chamber (ขบวนการเปลี่ยนแปลง
รูปเป็นลูกโซ่ มีปฎิกิริยาหมุนวนเคลื่อนตัวอย่างเป็นระบบ คล้ายกับการออกแบบ
ทางเรขาคณิต)
หลังจากนั้นมาจนกระทั่ง ค.ศ. 1938 มีการสำรวจพบ Cosmic rays ในรูปแบบ
Extensive air showers (การไหลรินเหมือน สายฝนที่ยืดขยายกว้างใหญ่จาก
อวกาศ)
ค.ศ. 1949 เกิดทฤษฎี Fermi's theory of cosmic rays ยอมรับเรื่อง Cosmic
rays ของนักวิทยาศาสตร์ และนักจักรวาลวิทยา