ขณะี่ชีวิตต่างๆ ดำเนินไปตามปกติ แสงจาก
ดวงอาทิตย์ มีรังสีอุตตร้าไวโอเลท
(รังสี UV - Ultraviolet radiation) ส่องมาปะทะพื้นผิวโลก ตามปกติเช่นกันและ
ได้สะท้อน กลับสู่อากาศ บางส่วนหลุดออกสู่อวกาศ แสงสะท้อนเหลือบางส่วน
ไปปะทะกับชั้นบรรยากาศโลก โดยก๊าซเรือนกระจกสะสมขวางกั้นไว้ รังสีต่างๆ
สะท้อนกลับลงสู่ผิวโลกอีกครั้งหนึ่งลักษณะดังกล่าว สภาวะปฏิกิริยาเรือนกระจก
ดังนั้นพื้นผิวโลกได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า รังสีดังกล่าวส่งผลกระทบไป
ยังแหล่งน้ำทำให้สัตว์และพืชในน้ำ มีปัญหาการเจริญเติบโต ส่งผลกระทบยังพืช
พันธ์บนผิวดิน ทำให้ผลผลิตต่ำและตาย ยังมีผลกระทบต่อมนุษย์ทำให้สามารถ
เกิดมะเร็งผิวหนังได้ง่ายขึ้น
ปฏิกิริยาเรือนกระจกทำให้ ก๊าซมีเ็ทนถูกปล่อยออกมากขึ้น จึงขาดแคลนก๊าซ
ออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ ก๊าซมีเทนเป็นต้นเหตุ การทำลายระบบนิเวศของพืช
ใต้ผิวดินน้ำเน่าเสีย เชื่อว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปอีก 200 ปี
จากการสำรวจ ปี ค.ศ. 1990 พบว่า มีปริมาณก๊าซ มีเท็น 4 : 1,000,000 ส่วน
ปี 1980 มี 12 : 1,000,000 ส่วน ปี 2006 พบว่ามีถึง 1,780 : 1,000,000 ส่วน
นับว่าอยู่ในระดับอันตรายต่อโลกสูงสุด แบบไม่เคยมีมาก่อน ตลอดเวลาผ่านมา
800,000 ปี ไม่เคยเกินกว่า 750 : 1,000,000 ส่วน
พร้อมๆกับบนพื้นผิวโลกมีการพัฒนา การก่อสร้างเมืองขนาดใหญ่มากขึ้น พื้นผิว
ถูกปิดกั้นด้วยถนนคอนกรีต ผิวดินที่ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยลง ป่าเริ่มน้อยลง คือ
องค์ประกอบเสริม ที่พร้อมจะทำให้โลก เปลี่ยนแปลงทุกด้านไปพร้อมกัน