Let's go to mars : บุกดาวอังคาร
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Jul 24, 2011
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   Let's go to mars : บุกดาวอังคาร
 
 
 
ก่อนหน้านี้ NASA ได้ให้ความสำคัญ เรื่องดาวอังคาร (Mars) ค่อนข้างมากซึ่ง
สาเหตุนั้น ต้องการปูพื้นฐาน ให้ผู้คนทั่วไปได้มีข้อมูล เข้าใจเรื่องราวต่างๆบน
ดาวอังคาร ก่อนที่มนุษย์จะมีโอกาส ไปเยือนดาวอังคาร ในราวปี ค.ศ.2030
(Journey to the Mars) โดยใช้แคมเปญ ที่น่าสนใจคือ ส่งชื่อคุณไปดาวอังคาร
(Send Your Name to Mars) และ ฉันเป็นมนุษย์ดาวอังคาร (Be A Martian)
เข้าสมัครเป็นพลเมืองดาวอังคาร และสำรวจ ดาวอังคารจากบ้านคุณเอง โดย
ทั้งหมดคือ เป็นส่วนหนึ่งของ Mars Exploration Program เพื่อการเริ่มต้นให้
มนุษย์คุ้ยเคยก่อนจะมีโอกาสตั้ง อาณานิคมมนุษย์บนดาวอังคาร ในอีก 100 ปี
ข้างหน้า

ส่งชื่อคุณไปดาวอังคาร (Send Your Name to Mars) ได้ผลตอบรับจากผู้คนใน
หลายประเทศทั่วโลก ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่นี้ เป็นการประกาศความก้าวหน้า
ด้านอารยะธรรมของมนุษย์ กับ NASA ปรากฎว่ามีรายชื่อ คนไทยทั้งสิ้น 20,067
ราย (จากรายชื่อทั่วโลก 1,246,445 รายชื่อ) และ NASA ได้ส่งจัดส่งไปยังดาว
อังคารเรียบร้​อยแล้ว (โดยได้ยุติโครงการนี้แล้ว)

รายชื่อทั้งหมดนั้น จัดทำบันทึกลงไมโครชิพ และเก็บรักษาไว้บนดาวอังคาร ตราบ
นานเท่านาน (เชื่อว่าสามารถมีอายุนับแสนปี)​ จะเป็นประวัติศาสตร์ ครั้งแรกของ
ระบบสุริยะ ที่มีรายชื่อของตนเองอยู่ห่างไก​ลตัว ถึง 249,209,300 km.

และในความเป็นจริง หากมีโอกาสไปดาวอังคาร คุณอาจต้องลาพักร้อนถึง 2 ปี
เพื่อไปเที่ยวบนดาวอังคารเพียง 2 วัน เหตุผลเพราะระยะทางไปดาวอังคารไกล
แสนไกล ด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศวันนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับ อย่าง
น้อย 1 ปี 8 เดือน

ดังนั้นเชื่อว่ามีผู้คนไม่น้อย ให้ความสนใจที่จะเห็น สภาพแวดล้อมบนดาวอังคาร
ซึ่งมีความแปลกไปจากโลก นับว่าจะเป็นดาวเคราะห์ดวงแรก ที่มนุษย์มีโอกาส
ไปเยือนอย่างแน่นอน
 
 
ต้นแบบยาน Dragon spacecraft เพื่อการขนส่งลูกเรือ ขณะนี้พัฒนาเพื่อ International Space
Station (ISS) และอาจนำไปสู่การนำมนุษย์ ไปยังดาวอังคารในอนาคต
 
ภาพทั้งหมด ได้รับความอนุเคราะห์จาก
NASA/JPL-Caltech University of Arizona
(สามารถคลิกขยาย ดูภาพใหญ่ได้)
 
 
ตะวันยามเช้าบนดาวอังคาร
 
 
เห็นได้ว่าแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่อง มีความจ้าน้อยกว่าที่เห็นบนโลกเพราะ
มีระยะทางที่ห่างจากดวงอาทิตย์ มากกว่าโลก สำหรับท้องฟ้ามีบรรยากาศสี
ขุ่นมัวกว่า เนื่องจากตลอดทั้งปี บนดาวอังคาร บนพื้นผิวเราจะพบแต่ลมพายุฝุ่น
เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้สภาพอากาศ มีชิ้นสะเก็ดเล็กๆของฝุ่นผงกระจัด
กระจายทั่วไป เมื่อมองผ่าน แสงแดดจะเห็นเป็นแสงสีฟ้า มากกว่าแสงสีแดง
เหมือนบนโลก
 
 
 
ตะวันยามเย็นบนดาวอังคาร
 
 
หากบริเวณที่มีแสงน้อย ช่วงยามเย็นบนดาวอังคาร มองเห็นสภาพบรรยากาศ
เป็นสีน้ำเงินเข้มจนออกสีเทาดำ แต่ในชั้นบรรยากาศกลับตรงกันข้าม กลุ่มฝุ่น
หมอกจะดูดกลืนแสงสีฟ้า เมื่อเงยหน้า มองฟ้าบนดาวอังคาร จะเห็นเห็นท้องฟ้า
เป็นสีน้ำตาล
 
 
 
Noctis Vista
 
 
บริเวณตะวันตกของ Valles Marineris มีแนวเส้นแบ่งคล้ายกระดานหมากรุก
เป็นการก่อตัวขึ้นของเปลือกดาวอังคาร โดยยืดขยายและแตกร้าว จนรอยเลื่อน
เปิดแสดงให้เห็นน้ำแข็งและน้ำ ที่อยู่ชั้นใต้ผิว จากการพังทลายของพื้นดิน
 
 
 
Chasma Boreale
 
 
แนวทางยาวของหุบเขาตัดลึกเข้าไป ถึงขั้วเหนือของดาวอังคาร บริเวณ Icecap
(ชั้นน้ำแข็งขั้วเหนือ ที่ปกคลุมดาวอังคาร) แนวผนังหุบผา ตั้งชันสูงราว 1.4 กม.
จากพื้นราบด้านล่าง ปลายสุดด้านขวา คือขอบของ Icecap

ช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง น้ำแข็งจะละลายตัว เผยให้เห็นแผ่น ของทราย
ที่สะสมอยู่ด้านล่าง (น้ำตาลเข้ม) จากการระเหยออกของน้ำแข็ง ช่วยผลักดัน
ทรายไหลลงจากเนินให้เกิดหุบเขาเป็นทางยาว
 
 
 
Nili Fossae Trough
 
 
หนึ่งในพื้นที่ขนาดใหญ่บน ดาวอังคาร เปิดเผย Clay minerals (ชั้นแร่่ผสมโคลน)
พื้นที่เฉดสว่าง แสดงให้ทราบความอุดมของ Clay minerals ซึ่งมีส่วนประกอบ
ของไฮโดรเจน และออกซิเจน ภายในโครงสร้างของแร่

ทั้งนี้ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยา มีความเป็นได้ที่จะพบ องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต
ที่ถูกทับถมอยู่ภายในใต้พื้น ซึ่งจะนำมาเป็นหลักฐาน สภาพแวดล้อมในอดีตบน
ดาวอังคารได้
 
 
 
Richardson Crater
 
 
ภูมิประเทศสันทราย เป็นลักษณะเป็นแอ่งหลุม (Crater) ชื่อ Richardson Crater
เป็นช่วงฤดูที่มีน้ำค้างแข็งปกคลุมโดยมี ส่วนประกอบของ น้ำแข็งแห้งคาร์บอน
ไดออกไซด์ และบางแห่งมีน้ำที่เกิดจากน้ำแข็ง การปกคลุมระเหิดหายไปในบาง
ฤดู บางครั้งเกิดความแปลกประหลาด เป็นจุดๆแล้วแผ่กระจาย คล้ายถูกลมพัด
และริ้วเส้น

สำหรับริ้วเส้นมืด (สีน้าตาลมืด) คือสันทรายเห็นด้านหน้าไถลลาดต่ำ เป็นบริเวณ
ที่ซึ่งทรายถล่มลงมาเป็นจำนวนมาก หรือบางครั้งเกิดจากลมหอบพัดทรายมาทับ
ถมเป็นต้นเหตุให้พื้นบริเวณนั้นมืดดำกว่า ส่วนพื้นสีสว่างแซมขึ้น เป็นการสะท้อน
แสงจากเกร็ดก้อนน้ำแข็ง

สำหรับจุดดำเล็กๆ (บริเวณแถบสีน้ำเงิน) ตั้งสมมุติฐานเป็นน้ำพุร้อน (Geysers)
หรือ ก๊าซเย็นพุ่งผุดขึ้น (Cold gas jets) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของแหล่ง
ก๊าซในน้ำแข็งโดยก๊าซนั้น ปลดเปลื้องผลักดันออกจากก้อนน้ำแข็ง สู่พื้นผิวด้าน
บนจนเห็น เป็นจุดดำเป็นหย่อมๆ
 
 
 
Udzha Crater
 
 
พื้นที่ความกว้างราว 45 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยชั้นน้ำแข็งและ
ชั้นฝุ่น โดยทั้งหมด ฝั่งจมอยู่ด้วยกัน มีสันฐานเป็นลักษณะเป็นแอ่งหลุม (Crater)
ชื่อ Udzha Crater มีตำแหน่ง ใกล้กับ บริเวณ Icecap (ชั้นน้ำแข็งขั้วเหนือที่
ปกคลุมดาวอังคาร) โดยมีลักษณะพิเศษ คือ ขอบริมสูงสุด มีรูปร่างเป็นวงกลม
 
 
 
Aureum Chaos
 
 
เป็นส่วนหนึ่งในบริเวณ พื้นที่ภูเขายอดแหลม พื้นผิวคล้ายรอยปุ่มโปน บนพื้นที่
Aureum Chaos จัดว่าเป็นที่ราบสูงของดาวอังคาร เต็มไปด้วยหินบนเปลือกทวีป
ในอดีตเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก ภูเขาไฟ (Volcanic processes) หรือ การ
ทับถมตกตะกอน (Sedimentary processes)

ครั้นเมื่อต่อมาสูญเสียน้ำ ในชั้นใต้ดินหรือน้ำแข็ง ทำให้เกิดยุบตัวอัดแน่นเกิด
โครงสร้างขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นหุบผาลึก และบางส่วนเป็นภูเขาลาดชันโดดๆ
สำหรับส่วนที่ยื่นออกมา (สีคล้ำ) มีความไม่สม่ำเสมอนั้น คือ ร่องลอยเกิดจาก
อิทธิพลการเคลื่อนไหว ชั้นเนื้อของพื้นผิวที่ตกตะกอน (Mantle of surface
sediments) เป็นริ้วแนวลูกคลื่น ในภาพมีพื้นที่กว้างราว 1 กิโลเมตร
 
 
 
Southern Highlands
 
 
เป็นส่วนพื้นที่ด้านนอก ของร่องรอยถูกชนปะทะจากอุกกาบาต (Impact crater)
ในบริเวณที่ราบสูงทางตอนใต้ (Southern highlands) ของดาวอังคาร

โดยส่วนใหญ่มักมีสีคล้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยพื้นคล้ายระลอกคลื่นเล็กๆ สีน้ำตาลคล้ำ
สำหรับรอยโหว่ ที่เป็นสีสว่างกว่าเป็นร่องรอยการระเบิด เปิดผิวหินออกจนแตก
ร้าวจากความเค้น เมื่ออุกกาบาตชนปะทะในอดีต เรียกว่า Joints (รอยตะเข็บ)

เช่นเดียวกับรอยเคลื่อน ของเปลือกโลก แต่การเกิดขึ้นนี้ มีความอัดอั้นแท้จริง
เพราะหินเหล่านั้น ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ จึงเกิดพลังงานภายในหินแต่ละ
หน่วย

สำหรับสีน้ำตาลคล้ำ อาจเกิดจาก Wind-blown sand (พายุทราย) พัดปะทะ
อย่างแรง เป็นเวลายาวนาน ตกตะกอนเกาะตัว เห็นจากความแตกต่างของสี
จากองค์ประกอบของแร่
 
 
 
Juventae Chasma
 
 
พื้นที่สว่างเป็นแนวชั้นๆ ครอบคลุมราว 1.2 กิโลเมตร ใกล้กับ Juventae Chasma
ในบริเวณหุบผา Valles Marineris บนดาวอังคาร เป็นแหล่งที่พบเงื่อนงำของน้ำ

สีสว่างดังกล่าวแสดงให้เห็น องค์ประกอบของ Silica และ Iron sulfates ในเงื่อน
ไขอุณหภูมิต่ำเป็นการเปลี่ยนแปลง จากความเป็นกรดของน้ำและวัตถุดิบที่เป็นหิน
เหตุผลดังกล่าวอาจพอสรุปได้ว่า มีผลกระทบเรื่องของน้ำบนที่ราบสูงนี้ จากหุบผา
ลึกในบริเวณใกล้เคียง

สังเกตเห็นได้ถึงความไม่แน่นอนของแนวระดับน้ำ จากร่องรอยแนวตะกอนที่ไม่
สม่ำเสมอ ความรุนแรงดังกล่าวมีความสัมพันธ์กัน ระหว่างน้ำฝนที่ก่อตัวจาก
พื้นผิวดาวอังคารและแนวตะกอน ที่แสดงความสว่างบนแนวพื้นผิวหิน จากของ
เหลวที่ไหล
 
 
 
Northern Ice Cap of Mars
 
 
บริเวณขั้วเหนือของดาวอังคาร โดยเฉพาะ Ice-rich polar cap ดูคล้ายวงกลม
สีขาวตรงใจกลาง นั้นคือ เป็นบริเวณที่มีน้ำแข็งกระจุกหนา มีพื้นที่จากจุดศูนย์
กลางราวๆ 1,000 กิโลเมตร

จากนั้นเริ่มเห็นคล้ายรอยฉีก สลับบนพื้นสีคล้ำ รูปทรงเหมือนแถบกังหัน ช่องรอย
ฉีกที่มีความลึกมากจะเห็น เป็นเงาสีดำสลับอยู่ตามร่อง เปิดเผยออกมาโดยไม่มี
การสะท้อนของแสงอาทิตย์

ด้านขวาจากจุดศูนย์กลาง ร่องสีคล้ำเป็นแนวยาว คือหุบผาขนาดใหญ่ ลึกราว
2 กิโลเมตร ชื่อ Chasma Boreale ทำให้ขั้วเหนือ ดาวอังคารถูกแยกเป็น 2 ส่วน
 
 
 
North Polar Sand
 
 
ดาวอังคารมี 2 ฤดูคือ ฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ แต่ทั้ง 2 ฤดูมีความหนาวเย็น
จนอาจเรียกว่า ฤดูหนาวมากและฤดูหนาวน้อย

สำหรับในฤดูหนาว ขั้วเหนือดาวอังคาร ถูกปกคลุมไปด้วย Carbon dioxide ice
หรือเรียกว่าน้ำแข็งแห้ง โดยชั้นล่างนั้น เป็นเนินทรายขนาดใหญ่ แต่เมื่อถึงฤดู
หนาวน้อย ปริมาณน้ำแข็งลดลง ระเหยออกกลายเป็นก๊าซ

เกิดปรากฎการณ์ที่ไม่สมดุลย์กัน แต่ละพื้นที่เดิม เริ่มเปิดเผยให้เห็นหินชั้นใต้โผล่
ขึ้นมาจากชั้นด้านล่างแทนน้ำแข็ง ในเวลาเดียวกัน เมื่อลมพัดผ่านน้ำแข็งด้าน
ผิวเปลือก แรงลมละลายน้ำแข็งเป็นทางยาว เกิดรูปแบบเป็นริ้วเส้นเล็กๆบริเวณ
ขอบเนินทรายลากยาวไปตามแนวกระแสลม
 
 
 
Arabia Terra
 
 
รูปหัวใจบนดาวอังคาร เป็นพื้นที่ขนาดราว 1 กิโลเมตร บริเวณ Arabia Terra
เกิดจากกระพุ่งชน ของอุกกาบาต บนพื้นผิวเดิมซึ่งมีสีคล้ำ แต่เมื่อถูกชนปะทะ
ผิวชั้นใต้ถูกเปิดออกแสดงให้เห็น ความแตกต่างของชั้นดิน ที่ลาดลึกลงไป
แรงพุ่งชนกระจายตัว เกิดเป็นรูปคล้ายหัวใจ กรณนี้ีนับว่าเป็นการพุ่งชนปะทะ
ขนาดเล็กบนดาวอังคาร
 
 
 
Hale Crater
 
 
ร่องรอยสำคัญที่เปิดเผยถึง ลำธารบนดาวอังคาร คล้ายกับการแกะสลักลงบน
พื้นผิวเห็นถึงทางน้ำไหลเป็นทางยาวราว 1 ก.ม. หลักฐานดังกล่าวทำให้ศึกษา
ย้อนลึกสู่อดีต ของดาวอังคาร ว่าสภาพแวดล้อมในครั้นนั้น อาจมีเขตร้อนชื้น
(Typical Martian)

ร่องลึกเป็นตัว V เป็นช่องทางน้ำไหลมาบรรจบกักรวมไว้ที่ด้านล่าง แล้วไหลล้น
ออกจากช่องเล็ก โดยมีแนวเส้นไหลเลื่อมทับกัน แล้วแยกออกอิสระต่อกัน ส่วน
ที่เว้าคือแนวหินขวางทางน้ำไหล
 
 
 
Victoria Crater
 
 
เป็นแอ่งหลุม (Crater) ชื่อ Victoria Crater ในบริเวณพื้นที่ Meridiani Planum
ของดาวอังคาร ซึ่งมีความลึกตั้งชันมาก มีขนาดกว้างราว 800 เมตร

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเปิดเผยทางธรณีวิทยา จากของผนังแอ่งหลุม สังเกตเห็น
ความต่างที่มีแถบความใสสว่าง ของด้านบนใกล้ปากหลุม ปรากฎเป็นชั้นหินปูน
ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ด้วยการตกตะกอน จากการพุ่งชนปะทะของ
อุกกาบาต (Meteorite)
 
 
 
Gale Crater
 
 
เป็นแอ่งหลุม (Crater) ชื่อ Gale crater เป็นพื้นที่เป้าหมายถูกเลือก ที่จะนำยาน
สำรวจลงจอดในปี 2012 มีอาณาเขตเส้นผ่าศูนย์กลางของแอ่งหลุม 154 ก.ม.
รอบๆปากแอ่งหลุม มีแนวภูเขาล้อมรอบชั้นนอก กว้างราวๆ 5 ก.ม. โดยมีระยะ
ช่องว่างกับภูเขาสูงชั้นใน 25 กิโลเมตร
 
 
 
 
References:

Science@NASA
NASA’s Jet Propulsion Laboratory
 
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017