พิภพน้ำแข็ง : Ice worlds [หน้า 3/3]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Feb 26, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
  พิภพน้ำแข็ง : Ice worlds [หน้า 3/3]
 
 
 
สู่การสำรวจ Ice dwarfs ในพิภพน้ำแข็งที่ลึกเข้าไปอีก

เส้นทางของการสำรวจ เป็นเขตของพิภพน้ำแข็งทั้งสิ้น แต่ขณะนี้จะทำการสำรวจ
Ice dwarfs ต่างๆต่อไป ที่ผ่านมา ดาว Pluto นับว่ามีขนาดใหญ่กว่าวัตถุอื่นๆใน
แถยนี้ ส่วนที่ลึกเข้าไป จะพบกับ Ice dwarfs ที่มีขนาดเล็กลงไปอีก เช่น
 
 
ยิ่งลึกเข้าไป สภาพอวกาศมืดทั้งกลางวัน และกลางคืน แสงที่เห็นจากด้านหลัง เป็นของดาวพฤหัส
จุดเล็กสีน้ำเงินด้านขวา คือดาวเนปจูน ไม่พบการชนของก้อนน้ำแข็ง เพราะมีความกว้างใหญ่มาก
 
 
Ice dwarfs ทั้งหมดที่สำรวจพบ ขนาด เล็กกว่าดวงจันทร์ของโลก
 
 
Eris

มีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ระหว่าง 38 -97 A.U. ทำให้ใช้เวลาเวลาโคจรถึง 560 ปี
เมื่อมองลงไปบริเวณพื้นผิวจะเห็นแสงสะท้อนจากผิว เช่นเดียวกับโลก

ความหมายเช่นนี้ แสดงว่ามีก๊าซ Oxygen พื้นผิวแข็งห่อหุ้มด้วยพื้นน้ำแข็ง (Frozen
solid) ส่วนลึกลงไปประกอบด้วย หินและน้ำแข็ง เช่นเดียวกับ ดาว Pluto
 
 
วงโครจรระยะไกลมาก ของ Eris
 
 
Eris ด้านหน้า ส่วนดวงจันทร์ Dysnomia อยู่ด้านเหนือขึ้นไป
 
 
2003 EL61

คงต้องแปลกใจว่า รูปทรงของ 2003 EL61 ผิดแปลกจากดาวเคราะห์ ที่เคยเห็น
ลักษณะดังกล่าวหมือนลูกลักบี้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น มีการยืดหดตัวได้อีกคล้ายกับสิ่ง
มีชีวิต เหตุเพราะว่า 2003 EL61 มีอากาศบรรจุอยู่ภายใน จึงมีการยืดหด ตัวทุก
4 ชั่วโมง

ภายนอกถูกห่อหุ้มด้วยไอน้ำแข็ง หรือคล้ายกับหิมะ (น้ำแข็งที่บริสุทธิ์) มีขนาด
3/4 ของดาว Pluto องค์ประกอบเป็นหินภายใน วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ระหว่าง
35 - 52 A.U. ทำให้ใช้เวลาถึง 285 ปี และมีดวงจันทร์ 2 ดวง

เฉลี่ยแล้ววัตถุบริเวณ Kuiper betl จำนวน 10% มีดวงจันทร์ โดยในวันนี้มีข้อมูล
เรื่องดวงจันทร์ ในแถบนี้น้อยมาก เพียง 2-3 ดวงเท่านั้น
 
 
ลักษณะรูปทรงแบบนี้ มีการสำรวจพบอยู่บ้าง เป็นดาว ในทางช้างเผือก (แต่ไม่ยืดหด)
 
 
2003 EL 61 จะยืดตามภาพที่ 1 หลังจากนั้น 4 ชั่วโมงหดตัวแบบภาพที่ 2 สลับกันไป 3-4
 
 
50000 Quaoa (อ่านว่า kwa-whar)

ระยะทางการโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ระหว่าง 41-44 A.U. เป็นวงกลม ต่างจากดาว
Pluto และ ห่างจากโลก 4 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดเท่ากับ 1/4 ของดาว Pluto

องค์ประกอบเป็นหินและน้ำแข็งเก่าแก่ (ไม่เหมือนดาวหาง) มากกว่า 100 ล้านปี
พบว่ามีสัญญานบอกกว่าเริ่มอ่อนกำลังลง โดยยังไม่สามารถที่จะอธิบายได้
 
 
50000 Quaoa กำลังหมดสภาพพลังงาน ของตนเอง
 
 
วงโคจร 50000 Quaoa มีตำแหน่งตัดผ่าน กับดาว Pluto และเข้าใกล้ดาว Neptune
 
 
2003 VB12 Sedna

จุดที่ระยะทางใกล้ที่สุดจากโลกคือ 13 พันล้านกิโลเมตร เมื่อโคจรห่างออกไปจะ
ไกลถึง 130 พันล้านกิโลเมตร (เท่ากับ 900 เท่าของ ระยะทางโลกสู่ดวงอาทิตย์)

วงโคจรส่วนที่ไกลเป็นเขตของ Oort cloud (Inner Oort cloud) อย่างไม่ต้อง
สงสัย ทำให้ใช้เวลาถึง 10,500 ปี ในการโคจรรอบดวงอาทิตย์เพียง 1 รอบ

Sedna มีขนาด 3/4 ของดาว Pluto ลักษณะสีน้ำตาลอมแดง มืดมาก โดยสภาพ
อุณหภูมิเย็นจัด –240 °C อีก 68 ปี (จาก ค.ศ. 2008) Sedna จะโคจรเข้าใกล้
โลกที่สุด หลังจากนั้นต้องคอยอีกหมื่นกว่าปี
 
 
Sedna มีวงโคจรผ่านบริเวณด้านใน ของ Oort cloud
 
 
วงโคจรที่ไกลมาก ของ Sedna
 
 
มองจาก Sedna จะเห็นภาพ ของระบบสุริยะเช่นนี้
 
 
อาณาเขต Kuiper belt ระยะทางจากโลก ที่สำรวจมา 7 พันล้านกิโลเมตร มีวัตถุ
เป็นลักษณะ น้ำแข็งมากกว่า 500 วัตถุ (เท่าที่เรามีข้อมูล)

และส่วนมากมีองค์ประกอบ เช่นเดียวกับดาว Pluto แต่ขนาดเล็กกว่าเกือบทั้งสิ้น
เช่น Varuna, 2002 AW197
 
 
ขนาดของ Varuna เปรียบเทียบกับดาว Pluto และดวงจันทร์ Charon
 
 
ขนาดของวัตถุ Kuiper Belt เปรียบเทียบกับโลก (ในกรอบสีแดง รัฐ Texas)
 
 
The Oort Cloud ลึกสุดขั้วยังเป็นปริศนา

เป็นบริเวณแทบไม่มีข้อมูลการสำรวจ เชื่อว่าเป็นแหล่งชุมนุมต้นกำเนิดดาวหาง 
อาณาเขตไกลสุดขั้ว 5,000-100,000 A.U. อยู่ถัดออกไปจาก Kuiper Belt โดย
มีกลไกของระบบอวกาศ ที่แตกต่างจากด้านใน ของระบบสุริยะ

โดยความจริงไม่เคยสำรวจ Oort cloud ชัดแจ้งแต่ได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ด้วยการวิเคราะห์ดาวหางต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาใกล้โลก จึงมีความมั่นใจว่าดาวหาง
และวัตถุบริเวณ Kuiper Belt กำเนิดมาจาก Oort cloud

โดยมีจำนวนวนเวียนอยู่ในเขตนี้ ประมาณ 1,000,000,000,000 ดวง (เขต Kuiper
betl มีเพียง 100,000 ดวง) และดาวหางส่วนใหญ่ ที่เข้ามาโคจรรอบดวงอาทิตย์
ในแต่ละครั้งจะมีวงโคจรไม่เหมือนเดิม

รูปแบบโครงสร้าง Oort cloud อาจเปรียบได้เหมือน เมฆหนาแน่นที่เหนียวเยิ้ม
ทางวิทยาศาสตร์มีความเห็นว่า ต้องใช้เวลานับหลายพันล้านปี ต่อการพัฒนาการ
แต่ก็ไม่แน่ใจนัก ว่าความเย็นจัดนั้นอาจไม่ได้เกิดจากก๊าซ แต่อาจเกิดจากจำนวน
มหาศาล ของดาวหางที่วนเวียนไปทั่ว

การที่ดาวหางพุ่งผ่านเข้ามาระยะไกลมาก แล้วเลี้ยวกลับในระบบสุริยะออกไป
หมายความว่าอย่างไร คงไม่ใช่เพียงมาท่องเที่ยว คำตอบในทางวิทยาศาสตร์
แบบเหลือเชื่อ อธิบายว่า

ในเขตอวกาศ ระหว่างดาวเคราะห์ กลุ่มดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน
มีแรงดึงดูดเข้าหากัน การที่มีวัตถุขนาดเล็ก เช่นดาวหาง ผ่านเข้ามาทำให้เกิดแรง
ดูดมาก ดาวหางยิ่งเพิ่มความเร็ว จนหลุดเข้ามาได้ พร้อมกับมีแรงดุ้นส่งจากดาว
รอบๆด้านนอกประกอบด้วย ส่วนวิธีกลับออกไปเกิดจากแรงดุ้นส่งของดวงอาทิตย์

และการที่ดาวหางมีองค์ประกอบเป็นน้ำแข็ง จึงปลอดภัยต่อแรงโน้มถ่วงที่จะโคจร
ผ่านดาวเคราะห์ก๊าซ และรักษาตำแหน่งห่างวงกว้างไว้ได้ เช่น ที่พบเห็นวงแหวน
บริเวณวงแหวนดาวเนปจูนคือ เศษซากน้ำแข็งจากดาวหางเหลือทิ้งไว้จากการโคจร
คู่ไปกับดาวเนปจูน

เมื่อโคจรผ่านพ้นดาวเนปจูน แรงโน้มถ่วงจะได้จังหวะ กับวงโคจรของดาวหางส่ง
ออกนอกระบบสุริยะ เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางกลับประจำของดาวหาง
 
 
Oort cloud ในวันนี้ยังเป็นปริศนาที่ลึกลับ
 
 
ดาวหาง Hale-Bopp ลักษณะหางพุ่งออกมา 3 แบบ สีขาว (Gas) สีฟ้า (Plasma) สีส้มคล้ำ (Dust)
 
 
ดาวหางคาบยาว Hyakutake ( Long-period comet) โคจรมาจาก Oort Cloud มีหางยาวมาก
 
 
ส่วนหัวของ ดาวหาง Hyakutake
 
 
เราไม่ทราบเลยว่าวัตถุดิบที่เป็นองค์ประกอบของ ดาวหาง มาจากไหนกันแน่ โดย
เฉพาะ Nuclei ของดาวหางขนาด 10-20 กิโลเมตร หางยาวหลายล้าน กิโลเมตร

พบว่ามีสสารที่เหมือนกับ บนโลกน้อยมาก และยังมีความหนาแน่นมากกว่าเกือบ
400 เท่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าองค์ประกอบของน้ำแข็งเป็นปัจจัยสำคัญ

การวิเคราะห์ดาวหาง Hyakutake ขณะโคจรผ่านโลกสู่ดวงอาทิตย์เมื่อ ค.ศ. 1996
มีการกระจายของ อะตอม Hydrogen ออกมาจากด้านในบริเวณ ส่วนหัวมี Dusty-
gas ขนาด 14,000 กิโลเมตร พบค่าของ Hydrogen (H) และ Hydroxyl (OH)
พร้อมกับมีน้ำกระจายตัวออกมา 7-8 ตัน ต่อวินาที

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ภาพของ Oort cloud ก็จริง แต่มีแนวทางว่าอาจคล้ายคลึง
กับบางแห่งของ จักรวาล ด้วยความหนาแน่น ของฝุ่นหมอกและก๊าซคงมีคำอธิบาย
ที่ดีกว่านี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า
 
 
เชื่อว่า Oort cloud อาจมีลักษณะทำนองนี้ แต่กว้างใหญ่กว่า 100,000 A.U.
หลุมสีดำตรงกลาง ไม่ใช่หลุม แต่เป็นทึบหนาของเมฆ จนเรามองเห็นเป็นหลุม
 
 
Oort cloud อาจมีคำตอบที่น่าตื่นเต้นในไม่กี่ปีข้างหน้า
 
   
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017