|
|
| |
| |
ดาวเคราะห์น้อย
มนุษย์ได้สำรวจพบดาวเคราะห์น้อย ตั้งแต่ 200 ปี มาแล้ว ปัจจุบันมีข้อมูลอยู่
มากกว่า 150,000 ดวง หากสังเกตดาวเคราะห์น้อยจากโลกด้วยตาเปล่า หรือ กล้องทางดาราศาสตร์ทั่วไป ไม่สามารถเห็นได้ทั้งๆมีอยู่มากมาย
เพราะเนื่องจากขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ กล้องทางดาราศาสตร์ขนาดใหญ่ หรือ กล้องดาราศาสตร์แบบคลื่นวิทยุ ถ่ายภาพจะชัดเจนได้ เพียงระยะสั้นๆจากการ
เคลื่อนตัวผ่านดวงดาว ทำให้สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างได้แต่ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายที่จะวิเคราะห์ให้ชัดเจน
ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบจาก หินและโลหะโดยโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ชุมนุมกัน
จำนวนมากระหว่างวงโคจรของ ดาวอังคาร และ ดาวพฤหัส เรียกว่า Main Belt
หรือThe Asteroid Belt
ส่วนที่โคจรใกล้โลกของเรา และมีความเป็นไปได้ ที่อาจจะชนปะทะโลกเรียกว่า
Near- Earth Asteroid และกลุ่มดาวเคราะห์น้อย ที่อยู่บริเวณด้านหน้าและด้าน
หลังแนววงโคจรดาวพฤหัส เรียก Trojan Asteroids |
|
| |
| |
บริเวณจุดสีขาว ด้านในเป็น กลุ่มดาวเคราะห์น้อย Main Belt Asteroids
กลุ่มจุดสีขาวในวงด้านนอก กลุ่มดาวเคราะห์น้อย Trojan Asteroids |
| |
ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่จะไม่กลมเหมือนโลก การหมุนรอบตัวเอง
จึงมีทิศทางอิสระ ขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดจากดาวเคราะห์อื่นๆและลมสุริยะ |
| |
| |
ดาวเคราะห์น้อย ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ไม่เกิน 1,000 กม. ดาวเคราะห์น้อย Ceres มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สำรวจพบ เส้นผ่าศูนย์กลาง 993 กม.ส่วนขนาด
200 กม.พบว่าจำนวนมากกว่า 1,000 ดวง และขนาดไม่เกิน 1 กม.พบว่ามี มากกว่า 1,000,000 ดวง
ต้นกำเนิดดาวเคราะห์น้อย อาจเกิดมาจาก Nuclei ของ ดาวหาง ที่หมดสภาพแล้ว
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก่อตัวขึ้นจาก Planetesimals คือ ก่อตัวโดยการเกาะพอก
เศษซากของ ดาวเคราะห์ ด้วยผลกระทบจากแรงดึงดูด เข้าหากันของดาวพฤหัส |
|
| |
| |
ดาวเคราะห์น้อย ที่เกิดจากการเกาะพอกจะไม่เสถียร |
| |
การทราบถึงโครงสร้างภายใน ทำให้มีโอกาส นำยานสำรวจลงจอดในอนาคต |
| |
| |
ปัจจุบันสามารถตรวจสอบองค์ประกอบภายในของ ดาวเคราะห์น้อย ด้วยวิธีการ
Radioactive decay แสดงข้อแตกต่างภายในแกนของชั้นต่างๆทางเคมี ทำให้ทราบ
ถึงต้นกำเนิดที่แท้จริง ของดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นได้ ดังนี้
C-Type ส่วนประกอบหลักคือ Carbonaceous (คาร์บอนที่เจือจาง)
มีสเปคตรัมแสงสีแดงเข้มแต่อัตราค่ารับแสง-สะท้อนแสงต่ำ (ต่ำกว่า 0.5) เห็นเป็นสีน้ำตาล ดำคล้ำ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด ในแถบ Main Belt
S-Type ส่วนประกอบหลักคือ Siliceous (ซิลิกาที่เจือจาง) หรือหินที่แข็ง
เปรียบเทียบแล้วคล้ายอุกกาบาต ที่มีลักษณะเป็นโลหะผสม (Metal-bearing) อัตราค่า รับแสง-สะท้อนแสงอยู่ระหว่าง 0.15-0.25 พบบริเวณขอบระบบสุริยะชั้นใน
M-Type ส่วนประกอบหลักคือ Metallic (ก้อนโลหะเล็กๆ) โลหะหนาแน่นในแกน
ขนาดใหญ่ หากเกิดการชนปะทะจะรุนแรง อัตราค่ารับแสง-สะท้อนแสงคล้ายกับ
อุกกาบาต(Meteorite) ที่มีลักษณะเป็นเหล็กนิกเกิล (Nickel-iron)
E-Type ส่วนประกอบหลัก คือ Enstatite (ผลึกเหมือนแก้วสีเหลืองอ่อนขุ่นๆจาก
แมกนีเซียม ซิลิคอน) อัตราค่ารับแสง-สะท้อนแสง 0.04 ขึ้นไป |
|
| |
 |
| |
ดาวเคราะห์น้อย Itokawa ขนาด 600 เมตร สำรวจพบเมื่อ 12 กันยายน 2005
ถ่ายภาพจากระยะ 4 กม.โดยยานสำรวจ Hayabusa ของญี่ปุ่น |
| |
 |
บริเวณวงกลมเล็กสีแดงคือเป้าหมาย จุดลงจอดสำรวจในอนาคต ปัญหาใหญ่ที่ ต้องถกเถียงกัน
คือสภาพอากาศ พื้นผิวที่เห็นเป็นหิน หรือเศษหิน เพราะจะมีผลเรื่องความปลอดภัย
และสิ่งที่เราทราบ ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กจะมีแรงโน้มถ่วงเพียง 0.001% เมื่อเทียบกับโลก |
| |
| |
การหมุนรอบตัวเองดาวเคราะห์น้อย ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 10 ชั่วโมงถึงประมาณ
1 สัปดาห์ เหตุที่ดาวเคราะห์น้อย มีข้อแตกต่างกันเรื่องเวลานั้น ด้วยลักษณะของ
ปริมาณความหนาแน่น ซึ่งเป็นน้ำหนักของมวลสสาร เป็นองค์ประกอบทำให้หมุน
ช้าหรือเร็วได้
ถ้าดาวเคราะห์น้อยนั้น มีหินเกาะกันเป็นก้อน แบบหนาแน่นดั่งเสาหินจะหมุนเร็วมาก
หากดาวเคราะห์น้อยนั้นมีลักษณะพื้นผิวเป็นเศษหิน ก็จะหมุนช้าและอ่อนแอมาก |
|
| |
| |
โครงการสำรวจวัตถุใกล้โลก ของ NASA เริ่มเมื่อ ค.ศ.2001 |
| |
ถ้าเราออกเดินสำรวจบนดาวเคราะห์น้อย จะพบลักษณะภูมิศาสตร์ บริเวณที่โล่งยาว
บรรยากาศบนดาวเคราะห์น้อย บางเบามีแรงดึงดูดน้อยกว่าโลก ตัวเราจะไร้น้ำหนัก
พื้นผิวจะเหมือนเรายืนอยู่ บนกองขยะเศษอิฐเศษปูนที่แตกเป็นชิ้นเล็กๆ เหยียบลง
ไปเหมือนบริเวณที่มีฝุ่นแป้ง อากาศหนาวเย็นมากขณะที่โคจรห่างจาก ดวงอาทิตย์
ก็จะมืดสนิทในด้านตรงข้าม บางดวงอาจพบแหล่งน้ำได้เพียงเล็กน้อย
การสำรวจดาวเคราะห์น้อย เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ ในความสำคัญโดยเฉพาะ
บางดวงที่มีวงโคจร เข้าใกล้โลก อาจเป็นอัตรายต่อโลกได้ ต้้องมีการเฝ้าระวัง
วงโคจรที่อาจจะผันแปร จากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ในระบบสุริยะด้วยกัน |
|
| |
 |
| |
ยานสำรวจวัตถุใกล้โลก Near Earth Asteroid Rendezvous (NEAR) |
|
| |
 |
| |
ดาวเคราะห์น้อย 253 Mathilde บนพื้นผิวเป็นหินแข็ง มีร่องรอยถูกชนปะทะอย่างหนักในอดีต |
|
| |
 |
| |
ดาวเคราะห์น้อย Gaspra บนพื้นเป็นหินแข็ง ผสมกับ Metallic minerals (แร่โลหะ)
หมุนรอบตัว 1 รอบ ใช้เวลา 7 ชั่วโมง สำรวจโดย Galileo spacecraft |
|
| |
 |
| |
ดาวเคราะห์บางส่วน ที่โคจรอยู่บริเวณ The Asteroid Belt ระหว่างดาวพฤหัสและดาวอังคาร |
|
| |
|
|
|
|
 |
|
|
|
|