Comet : ดาวหาง
    Since : January 23, 2007                                                                                                                               Latest update : May 10, 2008
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
   Comet : ดาวหาง
 
 
Comet มาจากภาษากรีก Kometes ความหมายว่า ดาวผมยาว (Long-haired
star) เป็นวัตถุขนาดเล็ก ในระบบสุริยะ (หากเทียบกับดาวเคราะห์) องค์ประกอบ
เป็นกลุ่มก้อนน้ำแข็ง (Icy body) ที่มี คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนแอมโมเนียเป็น
ลักษณะไอระเหย

นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าเกิดจาก Planetesimals ของแข็งที่เกิดจากความกดดัน
หนาแน่นและเกาะพอกกัน ในขณะสภาพแวดล้อมมีการก่อตัว กำเนิดดวงดาวใหม่
ของระบบสุริยะ เมื่อ 4.6 พันล้านปี โดยยังหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก มีแหล่ง
ชุมนุนกัน บริเวณสุดขอบสุริยะ ที่เรียกว่าบริเวณเมฆออร์ต (Oort Cloud)

แกนกลางดาวหาง เรียกว่า Nucleus ลักษณะทึบมองไม่เห็น ขนาดไม่ใหญ่โตนัก
เมื่อได้รับรังสีจาก ดวงอาทิตย์จะเกิด ปรากฎการณ์ระเหิดเป็นไอ บริเวณใกล้กับ
Nucleus เกิดการจับตัวอย่างหนาแน่นเป็น Plasma tail จากปฎิกิริยาก๊าซน้ำแข็ง
มีชั้นก๊าซ รอบๆแกนกลาง จนทอดยาวออกไปเป็นหางยาว เรียกว่า Ion tail
 
 
โครงสร้างของดาวหางทั่วไป
 
 
โครงสร้างของ ดาวหาง Comet Iras-Araki-Alcock
 
 
แกนกลางภายในดาวหาง มีลักษณะคล้ายอุกกาบาต แต่มีความหนาแน่นสูงมาก
 
 
Dust grains องค์ประกอบของดาวหาง จากอวกาศส่วนใหญ่จะไม่กลมเหมือนเมล็ดทรายบนโลก
และมีองค์ประกอบทางเคมี เช่น Carbon - Silicon และ Oxygen
 
 
ดาวหางโคจรมีคาบระยะเวลา เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มองเห็นชั้นก๊าซขนาดใหญ่
ล้อมรอบดาวหาง (Coma) เป็นรูปเหมือนหยดน้ำ ด้านปลายหางดูเลือนๆเป็นฝอย

แบ่งลักษณะหาง ของดาวหาง เป็น 2 ประเภท คือ
Type I (The Ion Tail)
ด้วยลักษณะเป็นประเภท Neutral gas species (ก๊าซธรรมชาติ) สามารถเกิด
ไอออน (Ionised) โดย Solar UV photons ในไอออนจึงมีองค์ประกอบที่อ่อนไหว
ข​องอำนาจแม่เหล็ก (Magnetic force) จึงทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก พัดหอบขึ้น
ดังนั้นไอออน จึงท่วมล้นออกมา สนามแม่เหล็กจึงแข็งแกร่ง สามารถต่อต้านแรง
ดึงดูดจากม​ากกว่าดวงอาทิตย์ ได้นับ 100 เท่า ซึ่งเรียกว่า Anti-solar direction

Type II (The Dust Tail)
อยู่ในเงื่อนไขประกอบด้วยอน​ุภาคที่ถูกผลักดัน ออกมาจากดาวหางด้วยความ
กดดันของรังสี (Radiation pressure) จากดวงอาทิตย์ซึ่งมีโครงสร้างแสดงออก
แบบแ​พร่กระจาย เหตุผลเพราะเม็ดอนุภาคนั้น สะท้อนจากแสง​ของดวงอาทิตย์
(ต่างจาก Type I) จึงมีความเป็นเอกเทศขณะโคจร​สู่ดวงอาทิตย์ (Sun) เหมือน
ประหนึ่ง ขาดแคลนแรงดึงดูด ของ Nucleus กับดวงอาทิตย์ จากผลกระทบของ
Radiation pressure เพียงคล้ายถูกเหวี่ยงเข้ามา​ จึงสามารถต่อต้านแรงดึงดูด
น​้อยกว่า 1 เท่าของดวงอาทิตย์

โดยทั้ง​ 2 เหตุผล ดวงหาง ต้องมีแรงต่อต้าน แรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ มิฉะนั้น
ดาวหาง จะวิ่งชนดวงอาทิตย์

การโคจรดาวหาง จะหันทิศทางด้านหัว มุ่งสู่ดวงอาทิตย์ มีแนววงโคจรเป็นรูปไข่
และจะถอยห่างออก โดยด้านหัวยังหันไปด้าน ดวงอาทิตย์ ตลอดเวลาเช่นเดิม
ขณะเรากำลังติดตามสำรวจ หากดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก สิ่งที่เกิด
คือ การเปล่งของแสงจากอานุภาคโซเดียม (Sodium) คล้ายโลหะสีเงินขาว
 
 
แนววงโคจรดาวหางจะหันด้านหัว มุ่งสู่ดวงอาทิตย์
 
 
การที่ก๊าซจากแกนกลางได้กระจายตัวออกมา เป็นละออง (Ionized) จากการแผ่
รังสีจากดวงอาทิตย์นั้น ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลง โดยมีผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก
ของ พายุสุริยะ บริเวณชั้นก๊าซของดาวหาง

เป็นลักษณะเฉพาะเกิดการกระตุ้นของแม่เหล็กไฟฟ้า (Excitation) ของคาร์บอน
โมน็อคไซด์ ภายในชั้นก๊าซและหางของดาวหาง บางทีสามารถเห็นเป็น สปรัคตรัม
สีต่างๆได้จาก จำนวนส่วนผสมโมเลกุล ของก๊าซต่างๆเช่น ไฮโดรเจน คาร์บอน
ไนโตรเจน ออกซิเจน ซัลฟอส มีเทน แอมโมเนีย คาร์บอนโมน็อคไซด์ และน้ำ
 
 
ดาวหาง 57P โคจรผ่านกลุ่มดาว Pieces ด้านซ้ายจุดขาวที่สว่าง คือ Nucleus
 
 
บริเวณ Oort cloud ขอบระบบสุริยะ แหล่งกำเนิดดาวหางคาบยาว
 
 
ปัจจุบันกลุ่มดาวหางที่สำรวจพบ มักเกี่ยวพันกันด้วยแรงดึงดูดในระบบสุริยะ เป็น
ประเภท ดาวหางคาบสั้น (Short-period comets) เปลี่ยนรูปแบบ มาจากประเภท
ดาวหางคาบยาว (Long-period comets) แต่ดาวหางที่โคจรรอบๆ ระบบสุริยะชั้น
นอกแถบบริเวณ Oort cloud ที่มีระยะห่างจากดวงอาทิตย์  100,000 AU.มีอยู่เป็น
จำนวนมากเช่นกัน มีวิถีโคจรไปรอบกาแล็คซี่ทางช้างเผือก แล้ววนกลับเข้ามาใน
ระบบสุริยะ

กลุ่มเหล่านี้ มีหลักฐานแสดงถึง การเพิ่มพูนขยาย ตัวของแกนภายใน กลายเป็น
ดาวหางคาบยาวใหม่ (New long-period comets) ระยะทางวิถีโคจรของดาวหาง
คาบสั้นและดาวหางคาบยาว ยังไม่มีเกณฑ์การตัดสิน แน่นอนถึงระยะห่างหรือ
ใกล้กับดวงอาทิตย์ ใน 200 ปี ปัจจุบันเรามีข้อมูลการโคจรของดาวหางคาบสั้นอยู่
ประมาณ 150 ดวงเท่านั้น

อายุของดาวหางคาบสั้น ประมาณ 10,000 ปี เพราะตลอดเวลาเดินทางโคจรได้
สูญเสียวัตถุดิบตลอดทาง ท้ายสุดเหลือเป็นเพียง กลุ่มหมอกฝุ่น บางกรณีแกนใน
แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยระเหย กลายเป็นไอ มีความเป็นไปได้อาจกลายสภาพ
เป็น ดาวเคราะห์น้อย ที่มีแกนในทึบแน่น
 
 
โครงการสำรวจดาวหาง ของ The European Space Agency
 
 
คาดว่าจะส่งหุ่นยนต์ Philae ลงบนพื้นผิวได้ภายใน ค.ศ. 2014
 
 
โครงการของ The European Space Agency ได้จัดส่งยานสำรวจชื่อ Rosetta
interplanetary จากโลกใช้เวลา 10 ปี ได้ออกเดินทาง เมื่อ ค.ศ. 2004 ไปยัง
ดาวหาง 67P/Churyumov-Gerasimenko เพื่อนำหุ่นยนต์ลงจอดในปี ค.ศ. 2014
พร้อมถ่ายภาพระยะใกล้ ตรวจสอบ Nuclear-generated power ของดาวหางเพื่อ
หาคำตอบว่า จุดสิ้นสุดเมื่อหมดวาระแล้ว ก้าวเข้าสู่การเป็นดาวเคราะห์น้อย ตามที่
เข้าใจหรือไม่

การสำรวจดาวหางใหม่นั้น มักพบโดย นักดาราศาสตร์สมัครเล่นเป็นส่วนใหญ่
ทั้งนี้ชื่อ ดาวหางจะพบเห็น ดังตัวอย่าง 2P/Encke หรือ 1P/Halley

ตัวเลขด้านหน้าแสดงนิยามของวงโคจร / อักษร P แสดงว่าดาวหางคาบสั้น
ถ้าเป็นอักษร D แสดงว่าดาวหางที่หมดสภาพแล้ว
หรือแสดง อักษร C แสดงว่าดาวหางคาบยาว

สำหรับดาวหางคาบยาว จะเพิ่มปีที่สำรวจพบ เช่น C/2002 B2 หมายถึง
ดาวหางคาบยาว สำรวจพบปี ค.ศ.2002 B แสดงปักษ์ที่สอง ของปีที่พบ คือ
เดือนมกราคม (โดยปักษ์เริ่ม จาก A = ปักษ์แรกของมกราคม
B = ปักษ์ที่สอง ของมกราคมตามลำดับ ทั้งปีรวม 26 ปักษ์ๆละ 14 วัน)
ส่วนเลข 2 ตัวท้ายสุดแสดงการสำรวจครั้งที่พบ
 
 
ดาวหาง McNaught ( 20 มกราคม ค.ศ.2007)
 
 
ดาวหาง Hale-Bopp (มีนาคม ค.ศ.1977)
 
 
ดาวหาง Hyakutake (ค.ศ.1996)
 
 

 



 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017