Mars : ดาวอังคาร [หน้า 1/2]
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Dec 1, 2007
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
Mars : ดาวอังคาร [หน้า 1/2]
 
ภาพรวม เรื่องดาวอังคาร
 
 
เหมือนทะเลทราย ออกซิเจนน้อย

ปัจจุบันมีข้อมูลเกี่ยวกับดาวอังคารค่อนข้างมาก แม้ว่าดูจากภาพถ่ายแล้ว พื้นผิว
ดาวอังคาร มองดูคล้ายกับทะเลทราย หรือคล้ายกับ ภูเขาไฟ บนโลกแต่สภาพ
บรรยากาศนั้น แตกต่างกัน เราลองสัมผัสบรรยากาศดู จะพบกับความกดดันที่ต่ำ กว่าโลกเล็กน้อย ประมาณ 1% รอบๆตัว ขณะยืนอยู่บนดาวอังคาร สูดหายใจได้
บ้างแต่อึดอัดเพราะ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มากถึง 95% ทีเหลือเป็น อากอน
และก๊าซไนโตรเจน

เหตุขาดแคลน ก๊าซออกซิเจน เพราะไม่มีชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone layer)
ด้วยผลกระทบ จากรังสีอุตตร้าไวโอเลทของ ดวงอาทิตย์ ทำให้ชั้นโอโซนของ
ดาวอังคารเสียหาย มีความผิดปกติมานาน
 
 
ดาวอังคาร ยุคแรกกำเนิดมีสภาพเช่นเดียวกับโลก
 
 
บริเวณริมขอบบนภูเขาไฟเก่า Ascraeus Mons
 
 
พื้นผิวทั่วไป เป็นดินทราย หินผสมรวมกัน
 
 
แหล่งน้ำพุธรรมชาติเก่าแก่ บริเวณที่ลุ่ม Aram Chaos แห้งแล้งมามากกว่าล้านปี
 
 
มีฤดูร้อน ฤดูหนาว น้ำแข็งแห้งปกคลุมหนา

หนึ่งวันของดาวอังคารมี 24.6 ชั่วโมง ถือว่าใกล้เคียงกับโลก ถ้าเราอยากจะสัมผัส
ฤดูกาลทั้ง 2 ฤดู บนดาวอังคารต้องใช้เวลา 20 เดือน ซึ่งเท่ากับโลก 1 ปี เมื่อเทียบ
กับเวลาโลกเพราะดาวอังคารหมุนรอบดวงอาทิตย ช้ากว่าโลกทำให้ทุกฤดูกาลยาว
นานกว่าโลก

เนื่องด้วยวงโคจรลักษณะเป็นรูปไข่และแกนเอียง 25 องศา ทำให้เกิดฤดูี่แตกต่าง
กันสองแบบ ระหว่างขั้วเหนือและขั้วใต้ โดยขณะที่ดาวอังคาร เริ่มมีระยะห่างจาก
ดวงอาทิตย์ จะโคจรช้าลง ด้านขั้วเหนือเกิดฤดูร้อนที่ยาวนานมีลมเย็น -5 องศา C

ส่วนด้านขั้วใต้ เกิดฤดูหนาวยาวนาน ที่จุดเหยือกแข็ง - 87องศา C มี ก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซด์ ลักษณะเป็น น้ำแข็งแห้ง (Dry ice) ปกคลุมเหมือน หมวกครอบบน
ขั้วมีความหนา เรียกว่า Polar caps (บริเวณปกคลุมขั้วน้ำแข็ง)
 
 
บรรยากาศฤดูหนาว บนดาวอังคาร
 
 
ดาวอังคาร เมื่ออายุ 3.5 พันปี ขณะยังไม่ปรากฎ Polar caps (บริเวณปกคลุมขั้วน้ำแข็ง)
 
 
Polar caps (บริเวณปกคลุมน้ำแข็ง) คือจุดขาวๆ
 
 
ลมพายุใบจักร บนดาวอังคาร

โดยรวมแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ใน 3 บน ดาวอังคารจะเคลื่อนตัวไปมา
ตามกลไกอากาศระหว่างด้านขั้วเหนือและขั้วใต้ ปรากฎการณ์ดังกล่าวบางครั้งเกิด พายุฝุ่นขนาดใหญ่เข้ามาสมทบ พัดพาสิ่งต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนินทราย ขนาดใหญ่บนพื้นผิว มีสีสันต่างกัน

เพราะฉะนั้นในช่วง 200 ปีทีผ่านมา การสำรวจด้วยกล้อง ที่นักดาราศาสตร์โบราณ
มองจากโลกจึงเข้าใจผิดว่าเป็น การเปลี่ยนของพืชพันธ์ไม้และมีคลองชลประทาน
บนดาวอังคาร

ขณะยืนอยู่ที่โล่งแจ้ง บนดาวอังคารเหมือนกับทะเลทรายอันว่างเปล่า แล้วเป็น
เวลาเดียวกับการเกิดพายุแล้ว มีโอกาสได้รับบาดเจ็บได้ เพราะลักษณะพายุเป็น
ลมหมุนแบบโทนาโด มาพร้อมกับก้อนหินมากมาย คล้ายกับพายุลูกเห็บ บนโลก
เรียกว่า Dust devils บนดาวอังคารเรียกว่า Wind vanes (ลมพายุใบจักร) ทั้งนี้
เกิดการก่อตัวพราะ ความร้อนสะสมจากดวงอาทิตย์ บริเวณพื้นผิวส่วนมีลักษณะ
หมุนก็เพราะกระแสลมแรงพัด แบบสลับทิศทางกัน
 
 
ลมพายุใบจักร พัดพาทำลายพื้นผิวดิน และเปลี่ยนแปลงสภาพธรณีวิทยา
 
 
สังเกตเห็นว่า บนพื้นมีหินเล็ก ใหญ่ต่างกัน ทั้งหมดเกิดจากลมพัดหอบมา
 
 
บางแห่งจึงเกิดทับถมให้พื้นมีสีคล้ำ และแข็ง
 
 
บรรยากาศยามเช้า กลางวัน เย็น บนดาวอังคาร

ตลอดทั้งปีบนดาวอังคาร บนพื้นผิวเราจะพบแต่ลมพายุฝุ่นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้
จึงทำให้สภาพอากาศ สะเก็ดเล็กๆของฝุ่นผงกระจัดกระจายทั่วไป เมื่อมองผ่าน
แสงแดดจะเห็นเป็นแสงสีฟ้ามากกว่าแสงสีแดง เหมือนบนโลก

หากบริเวณที่มีแสงน้อย มองเห็นสภาพบรรยากาศเป็น สีน้ำเงินเข้มจนออกสีเทาดำ
แต่ในชั้นบรรยากาศกลับตรงกันข้าม กลุ่มฝุ่นหมอกจะดูดกลืนแสงสีฟ้าเราเงยหน้า
มองฟ้าบนดาวอังคาร จะเห็นเห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำตาล

ความจริงสิ่งที่เห็นเป็นการสะท้อนผงฝุ่นในอากาศ เป็นสภาพที่เราพบเห็นเหมือน
ท้องฟ้าในเมืองใหญ่ที่มี เขม่นพิษ จากควันไอเสีย อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับฤดูกาล
ของดาวอังคารด้วย

โดยทั่วไป ถ้าเราตื่นตอนเช้าบนดาวอังคาร เห็นท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน อมเขียวถึงเวลา
กลางวัน บรรยากาศท้องฟ้า อาจจะมีสีเหลืองอมสีน้ำตาล หรือบางครั้งก็มีสีที่ต่างๆ
ออกไปอีก ส่วนตกเย็นบรรยากาศเป็นสีน้ำเงิน อมเขียวเช่นเดียวกับตอนเช้า
 
 
ยามเช้าเหนือปล่องปากภูเขาไฟ Schiaparelli ด้านทิศตะวันออก
 
 
เห็นเป็นสีฟ้ามากกว่าสีแดงในชั้นบรรยากาศ
 
 
ยามเช้าบนดาวอังคาร บริเวณ Valles Marineris
 
 
เวลากลางวัน บริเวณภูเขาไฟ Tharsis vulcanoes ด้านตะวันออก
 
 
ร่องรอยหลุมชนปะทะ และปากปล่องภูเขาไฟ

การสำรวจพื้นผิวทางธรณีวิทยาดาวอังคาร พบเห็นร่องรอยหลุม จากการชนปะทะ
ของ อุกกาบาต เช่นกัน ข้อแตกต่างกันของด้านขั้วเหนือและขั้วใต้ แนวด้านขั้วใต้
มีลัษณะเป็นที่ราบสูง พบหลุมอุกกาบาต มีความลึกและใหญ่มากมาย

ส่วนด้านขั้วเหนือเป็นที่ราบต่ำ หลุมไม่ใหญ่นักพบจำนวนไม่มากรวมทั้ง ภูเขาไฟ
จำนวนน้อยกว่าด้านขั้วใต้ แผ่นเปลือกดาวอังคาร มีเหมือนแผ่นเปลือกโลกเช่นกัน
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูเขาไฟ โดยมีหุบเขาที่ยาว และลึกมากกว่าของโลก
โดยเฉพาะ ภูเขาไฟ Olympus Mons มีโครงสร้่างคล้ายคลึงกับ ภูเขาไฟฮาวาย
และ Valles Marineris มีหน้าผาคล้ายเช่น Grand Canyon ในอเมริกา
 
 
Orcus Patera ร่องรอยชนจากอุกกาบาตขนาดใหญ่ ลักษณะที่แปลกเป็นรูปไข่
 
 
Gale หลุมรอยชนปะทะจากอุกกาบาต
 
 
ภูเขาไฟ Olympus Mons สูง 27 กิโลเมตร ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โครงสร้างคล้ายภูเขาไฟฮาวาย
 
 
Aram Chaos - Ares Tiu - Simud Vallis บริเวณพื้นที่น้ำแข็งดึกดำบรรพ์
 
 
ความสมบูรณ์ในอดีตของ Valles Marineris มีหน้าผาคล้ายเช่น Grand Canyon ในอเมริกา
 
 
น้ำบนดาวอังคาร หายไปไหน

บนดาวอังคารนั้น พบหลักฐานบ่งชี้ชัดมีจุลชีพขนาด เล็กมากอาศัยอยู่ทำให้เชื่อได้
ว่าบนดาวอังคารต้องมีแหล่งน้ำ การค้นหาแหล่งน้ำในอดีตพบถึงแนวไหลของน้ำ
เหมือนคลองที่แห้ง รอยกัดเซาะจากปริมาณน้ำที่ล้นฝั่ง

แต่ก็ยังอธิบายไม่ได้ว่า น้ำเกิดขึ้นบนดาวอังคาร ด้วยสภาพอากาศแบบใด หรือเกิด
จากน้ำใต้ดิน การใช้เครื่องมือพิเศษทำการตรวจสอบ มีความแน่ใจว่าพื้นผิวดาว
อังคารเต็มไปด้วยร่องรอย รูปแบบการกัดเซาะของน้ำเหมือนบนโลก เชื่อว่าบริเวณ
ขั้วที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งแห้ง น่าจะเก็บร่องรอยอดีต นับพันล้านปีเอาไว้

ถ้าเช่นนั้น น้ำเหล่านั้นหายไปไหน ประการแรก ปกติน้ำมีการระเหยตัวสู่อากาศได้
ตลอดเวลาอยู่แล้ว ส่วนประการที่สอง บางส่วนที่ยังคงอยู่ หากมีการเปลี่ยนแปลง
สถานะเป็นน้ำแข็งจมอยู่ใต้ผิวดิน แต่ถ้าน้ำแข็งเหล่านั้นยังคงมีอยู่ ความร้อนของ
ภูเขาไฟ ทำให้ละลายไหลออกมาได้
 
   
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017