|
|
| |
| |
ดาวตก
เป็นเรื่องที่มนุษย์คุ้นเคยเพราะดาวตก เกิดขึ้นทั่วไปมากตลอดเวลาตลอดทั้งปี
ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วน กลางวันเราจะมองไม่เห็น
หากเราทดลองนั่งมองไปยังท้องฟ้า เวลากลางคืนภายใน 2-3 ชั่วโมง
อาจเห็นแสงวาบพุ่งเล็กพุ่งลงมาจากท้องฟ้า เมื่อใกล้ถึงพื้นแล้วแสงหายไป
นั่นคือปรากฏการณ์ ของดาวตก |
|
| |
| |
ดาวตก ตกสู่โลกตลอดเวลาทุกสถานที่ ทั้งกลางวันและกลางคืน
วันละมากกว่า 100 ล้านชิ้นหรือปีละประมาณ 16,000 ตัน |
| |
ภาพขยายจุลอุกกาบาต ที่มีขนาดเล็กมาก เป็นเม็ดฝุ่นอวกาศ เมื่อได้รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก
สามารถทำให้ปรากฎการณ์ ดาวตกได้ หากมีจำนวนน้อยก็จะไม่สามารถเกิดดาวตกได้ |
| |
| |
แท้จริงแล้ว ดาวตกนั้นเกิดจากอนุภาคของก้อนฝุ่นหมอก (Grains of dust) หรือจุลอุกกาบาต (Meteoroid) เสียดสีเผาไหม้กันในชั้นบรรยากาศของโลก เป็นการชนปะทะ ระหว่างอะตอมและโมเลกุล ของจุลอุกกาบาต
ที่มีจำนวนปริมาณมาก เหตุการชนปะทะของอะตอมเพราะเกิดจาก
การกระตุ้นของแม่เหล็กไฟฟ้า (Excitation) ทำให้ละอองของอีเล็คตรอน
แตกกระจายออก จึงเกิดความร้อนเห็นเป็นแสงสว่าง โชติช่วงพรึบแล้วระเหิดหายไป |
|
| |
| |
ไอออนของอีเล็คตรอน มีทางยาวเป็นหางประมาณ 20-30 กม. |
| |
การดูดาวตก ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องทางดาราศาสตร์ จะไม่สามารถติดตามแนวทิศทางการตกได้ทัน
และสามารถเห็นด้วยตาเปล่าชัดเจนดีในเวลากลางคืน |
| |
| |
หากสังเกตดาวตก จะเห็นหางเป็นทางยาวอยู่เบื้องหลัง ถึงแม้แสงสว่างหมดลง
แต่ยังมีไอออนและอีเล็คตรอน วิ่งอยู่พุ่งพล่านขนาดกว้างหลายเมตรและยาว
20-30 กม. นักดาราศาสตร์สามารถใช้สัญญาณคลื่นวิทยุตรวจจับการสะท้อนของ
คลื่นเพื่อทราบความถี่ได้ เป็นวิธีการเดียวกันที่ใช้สำรวจ ดาวตกเวลากลางวัน
ส่วนใหญ่ปรากฏการณ์ดาวตกจะเกิดในระดับความสูง 80-110 กม.
ถ้าสภาพอากาศมีความหนาแน่นเพียงพอ ยิ่งทำให้เกิดความโชติช่วงมากขึ้น
อัตราความเร็ว ระหว่าง 11-72 กม./ วินาที บางกรณีที่ช้าลง
เกิดจากกระทบกระแทกกันเอง ในขณะตกสู่ผิวโลก |
|
| |
| |
เราจะเห็นดาวตกทั้งในเมืองและนอกเมือง เป็นประจำทุกคืน |
| |
| |
การจะเห็นดาวตกในเวลากลางคืน ดาวตกนั้นต้องมีค่าความสว่าง
+2 Magnitude (หน่วยวัดระดับความสว่างของวัตถุบนท้องฟ้า) มีขนาด 8 มม.
มีน้ำหนักประมาณ 0.1 กรัม แต่ละวันมีดาวตก ที่มีค่าความสว่าง + 5 Magnitude
ตกสู่โลกประมาณ 100 ล้านชิ้น ทุกสถานที่ตลอดเวลาปีละประมาณ 16,000 ตัน |
|
|
|
|
|