Comets from Other Stars - ดาวหางจากต่างดาว
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Nov 24, 2010
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   Comets from Other Stars - ดาวหางจากต่างดาว
 
 
 
เหนือฟากฟ้าในเวลาค่ำคืนครั้งต่อไป อาจได้พบเห็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นกับวัตถุที่ถูก
อำนาจดวงอาทิตย์ (Sun) ดึงลากเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน โดยสิ่งที่ปรากฎนั้น
คือดาวหาง (Comets) และต้องคิดใหม่ว่า ไม่ใช่เพียงเดินทางมาจากขอบสุริยะ
เท่านั้น แต่เดินทางข้ามจักรวาล มาจากระบบของดาวดวงอื่นอันไกลโพ้น ตั้งแต่
ครั้งกำเนิด ด้วยยังคงวนเวียน มีวีถีโคจรกับดาวอื่นและดวงอาทิตย์ไปพร้อมกัน

การเชื่อมโยงเส้นทางในอวกาศ ไม่ใช่ปัญหาเพราะอวกาศกว้างไกล แต่การเข้ามา
แล้วกลับออกไป นับว่าเป็นสิ่งที่น่าศึกษา เพราะยิ่งมาจากที่ไกลๆ ยิ่งทำให้มนุษย์
ได้รับข้อมูลมากขึ้น เช่น กรณีดาวหาง 103P Hartley 2 เข้าใกล้โลก

ได้ก่อให้เกิดปฎิบัติการ Deep Impact เป็นการติดตามระยะใกล้ชิด หาข้อมูลทาง
วิทยาศาสตร์ และคำตอบหลายประเด็น เช่น ต้นกำเนิดแห่งชีวิต (Origin of Life)
หรือเรื่องราวของดาวอื่นที่มนุษย์อาจยังไม่ทราบ ดังนั้นดาวหาง อาจเปรียบเป็น
บุรษไปรณีย์ต่างดาว นำพาเอกสารหลักฐานสำคัญ สู่ระบบสุริยะชั้นใน
 
 
ตำแหน่ง บริเวณเมฆออร์ต (Oort Cloud) ห่างใกล้และกว้างใหญ่ไพศาล
 
 
การก่อตัวของดาวหาง
 
 
ดวงอาทิตย์ขโมยดาวหาง

นักวิทยาศาสตร์ผู้วิเคราะห์ เชื่อว่าแหล่งชุมนุมดาวหาง ในเขตบริเวณเมฆออร์ต
(Oort Cloud) ชายแดนขอบสุริยะ ซึ่งมีดาวหางมากมาย ส่วนใหญ่มากจากที่อื่น
และถูกดึงดูดเข้ามา ด้วยอำนาจของดวงอาทิตย์

ฟังดูอาจสงสัย ในกรณีดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ แบบ Sophisticated computer
simulations (การประมวลผลสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ เชิงซับซ้อน) ซึ่ง
หากเป็นเช่นนั้นได้จริง เปรียบเสมือนว่า ดวงอาทิตย์ ของเราคงจะขโมย ดาวหาง
มาจากดาว (Star) ที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียง (Neighboring stars)

อย่างน้อยที่สุด เหตุผลในการสนับสนุนแนวคิดนี้คือ ดาวก่อตัวขึ้น (Stars Birth)
ในแหล่งของกลุ่มกระจุกดาว (Star Clusters) แม้แต่ดวงอาทิตย์ ก็ยังก่อตัวใน
ลักษณะเดียวกันเป็นกลุ่มครอบครัวใหญ่ (Our Sun's Family) ทั้งหมดเกิดขึ้น
ท่ามกลาง ส่วนผสมแบบเดียวกันคือ กลุ่มหมอกก๊าซ (Gas cloud) ที่หนาแน่นสูง
และด้วยจำนวนมากของดาวหาง ควรจะก่อตัวขึ้นจากจำนวนมากของดาวเช่นกัน

ดาวหาง คือ ลูกหลานของดาว

การก่อตัวขึ้นของดาว ในชุมชนใกล้ๆของกลุ่มกระจุกดาวดังกล่าว มีเงื่อนไขเพียง
พอให้เกิดอิทธิพล ผลักดันดาวหางที่มีอยู่เดิม ออกไปในทิศทางแบบอิสระ หรือ
สามารถกระทำให้ดาวหาง ออกนอกเส้นทางโคจร หลุดออกจากแรงโน้มถ่วงได้

เปรียบเช่นเดียวกับลูกหลานของเรา วิ่งเล่นในสวนหน้าบ้าน แต่ประตูรั้วเปิดทิ้งไว้
เลยวิ่งออกไปนอกถนนใหญ่ กว่าจะหาเจอกันอีกครั้งปรากฎว่า ไปนั่งรับประทาน
ไอศกรีมเหมือนลูกหลานอีกบ้านหนึ่ง เพราะแรงดึงดูดของขนมหวาน จนไม่กลับ
บ้าน ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น
 
 
พื้นผิวของดาวหาง 103P Hartley 2
 
 
Orion Nebula จากการเฝ้าสำรวจ มีหลักฐานแสดงเป็นแหล่ง กำเนิดและก่อตัวของดาวเกิดใหม่
 
 
Thief model แบบจำลอง ทฤษฎีการขโมยดาวหาง

เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ว่า ดาวหาง เกิดขึ้นพร้อมๆกับดาวที่อยู่ใกล้เคียงกัน ครั้นในยุค
บรรพกาลของกระจุกดาว ต่อมาด้วยลักษณะ การโคจรของดวงอาทิตย์เริ่มออก
ห่างจึงได้ละทิ้งดาวหาง เป็นจำนวนมาก ให้แวกว่ายท่ามกลางแรงดึงดูดทั้งหมด
จากดาวเพื่อนบ้าน ในบริเวณเมฆออร์ต

เพราะบริเวณเมฆออร์ต มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มากกว่าระบบสุริยะชั้นใน
(Inner solar system) อย่างมหาศาล หากจินตนาการว่าไปยืนอยู่ปลายขอบ
ชายแดนของบริเวณเมฆออร์ต จะมองเห็นดวงอาทิตย์ จุดเล็กเท่าหัวไม้ขีดไฟมี
แสงสลัวๆเกือบดับมอดลง

แม้ว่าในแบบจำลอง (Model) แสดงผลว่าดาวหางคือ เศษซากตะกอนของระบบ
สุริยะซึ่งก่อตัวขึ้น ภายในช่องว่างระหว่าง ดาวเคราะห์ระบบสุริยะ (Solar system's
planetary) และจากดาวเคราะห์ ที่มีสนามแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งเต็มไปด้วย
ฝุ่นหมอก อวกาศหนาแน่น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าลำดับชั้นของวัตถุ (Kind of scenario) ในระบบสุริยะทั้งหมด
เกิดขึ้นหลัง กลุ่มกระจุกดาว ที่ภายหลังวงโคจร กระจัดกระจายออกมา ดังเช่น
ดวงอาทิตย์ ได้แยกตัวออกมาจากกลุ่มดาวของตน

ดังนั้นสามารถสรุปความได้ว่า ดาวหางทั้งหลายส่วนใหญ่ ก่อตัวขึ้นก่อนระบบสุริยะ เพราะโดยภาพรวมจะเห็นว่า จำนวนดาวหางมิได้เพิ่มมากขึ้น
 
 
มองจากขอบระบบสุริยะ ด้านบนซ้ายคือดวงอาทิตย์ ด้านบนขวาคือ กาแล็คซีอื่น
 
 
ยังมีความไม่ชัดเจนของจำนวนดาวหาง

Standard model (แบบจำลอง) ไม่สามารถแสดงจำนวน ดาวหาง ที่แวกว่ายใน
บริเวณเมฆออร์ตได้ทั้งหมด สาเหตุเพราะมีดาวอื่นๆสามารถส่งอิทธิพลแรงดึงดูด ผสมผสนานกับดวงอาทิตย์ ทำให้ทางโคจรไม่มีความแน่นอน

ซึ่งบางครั้งถูกแรงดึงดูด ของดวงอาทิตย์ลากเข้า มาแต่เมื่อกลับออกไปริมขอบ
ระบบสุริยะ ถูกแรงดึงดูดดาวอื่น ยึดเหนี่ยวออกไป โคจรในระบบของดาวอื่นจึง
รับอิทธิพล 2 ทาง

ด้วยขนาด ดาวหาง ในบริเวณเมฆออร์ตนั้น มีขนาดยาวตามแนวนอน 1-2 ไมล์
สำหรับการคำนวณจำนวนที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก ไม่ง่ายที่จะประมาณ
การจำนวนของ ดาวหางได้อย่างใกล้เคียง

แต่การสำรวจใหม่ พอจะคะเนได้ว่าดาวหาง มีไม่น้อยกว่า 400 ล้านดวง และใน
แบบ Domestic model (แบบจำลอง) ได้แสดงผลจำนวนดาวหางไว้มากถึง 6
พันล้านดวง

ข้อมูลพบว่าสภาวะอ่อนกำลังลง และขนาดความใหญ่ไพศาลของบริเวณเมฆออร์ต
ดูเหมือนเป็นสถานะที่ขัดแย้งกันเอง ด้วยเพราะขนาดความใหญ่ไพศาล อาจทำให้
เกิดการอธิบายในเรื่องประมาณการต่างๆที่ผิดพลาด และจะไม่มีทางทราบได้เลย เพราะหนทางนั้นไกลสุดขั้ว ยังเป็นสิ่งที่เกินกำลังมนุษย์ต่อการตรวจสอบขณะนี้
 
 
หากมองจากขอบสุริยะ บริเวณเมฆออร์ต (Oort Cloud) เข้ามายังขอบสุริยะชั้นใน เห็นดวงอาทิตย์
ขนาดเล็กมาก และขอบโค้งทรงกลมของระบบสุริยะ ท่ามกลาง ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางและ
ดาวเคราะห์น้ำแข็ง อย่างมากมายนับไม่ถ้วน คล้ายเศษก้อนหินเล็กๆลอยในอวกาศ
 
 
ลักษณะวงโคจร Highly eccentric (ลูกเบี้ยวแปลกประหลาด)
 
20
ข้อสรุปดาวหาง ผลผลิตจากต่างดาว

ความห่างไกลมากจาก ดวงอาทิตย์ ทำให้วงโคจรของ ดาวหางคาบยาว (Comets
long-period) มีลักษณะแบบ Highly eccentric (ลูกเบี้ยวแปลกประหลาด) แม้ว่า
เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในพื้นที่อวกาศ จากการโคจรรอบดวงอาทิตย์

คงเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ว่า ดาวหาง เป็นสิ่งที่เกิดจาก ดวงอาทิตย์ จึงคงเหลือคำ
ตอบเดียวว่า ดาวหาง น่าจะเกิดจากดาวอื่น ความหมายคือ องค์ประกอบทางเคมี
ของดาวหางไม่สามารถบอกเราได้ ในเรื่องเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ แต่สามารถบอก
เราได้ในเรื่องเกี่ยวกับ ดาวดวงอื่นที่ ดาวหางเคยก่อตัวอยู่ใกล้กัน

ดังนั้นการศึกษา เรื่องวงโคจรของดาวหาง การสำรวจดาวหางแบบใกล้ชิดจะทำ
ให้ทราบถึงสภาพแวดล้อมของดาวนั้น จากองค์ประกอบดั้งเดิมที่ติดมากับดาวหาง
ว่าก่อตัวขึ้นด้วยองค์ประกอบทางเคมีเช่นไร เพื่อนำมาขบคิดหาแก่นแท้ของดาว
ที่อยู่ห่่างไกลจากโลก ก่อนที่มนุษย์จะมีโอกาสไปเยือน ระบบของโลกอื่น (Other
worlds)
หรือดาวเคราะห์คล้ายโลก (Earth-like & Exoplane) ในอนาคต
 
 
โลกอื่นจะมีดาวหางชุมนุมกันเช่นนี้หรือไม่ ?
 
 
 
References:

Southwest Research Institute (SWRI)
Science@NASA
 
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017