The World Won't End in 2012 : ปี 2012 ไม่มีวันสิ้นโลก
    Since : January 23, 2007                                                                                                                                 Latest update : Nov 22, 2009
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
   The World Won't End in 2012 : ปี 2012 ไม่มีวันสิ้นโลก
 
 
คำอธิบาย

คงจำได้ว่าหลายปีก่อน กรณี Y2K ทำให้คนทั้งโลกกังวล แต่ท้ายที่สุด
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย เหตุเพราะเป็นเพียงการวิเคราะห์จาก
แบบแผนจำลองสถานการณ์ ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้เท่านั้น

วันนี้การกล่าวถึง 2012 วันสิ้นโลก จากการสร้างของภาพยนต์ด้วยเทคนิคพิเศษ
(Special effects) นับว่าเป็นสิ่งที่ดี สร้างความสนุกสนาน
ทำให้ผู้คนทั่วไปเกิดความสนใจ ด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศ

มีความเหมือนกันระหว่าง กรณี Y2K และ 2012 วันสิ้นโลก ต้องมีการวิเคราะห์
การคำนวณศึกษาจุดจบของโลก อย่างละเอียดละออ
บางอย่างทางวิชาการ อาจขัดกับความเชื่อ ตามสามัญสำนึกของผู้คนทั่วไป

การมีหลักและกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ให้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ทำให้กระจ่างต่อปัญหาความลึกลับ กรณี 2012 วันสิ้นโลกได้

คำอธิบายต่อข้อสงสัย 2012 วันสิ้นโลก ในแง่มุมต่างๆใช้ฐานข้อมูลจาก

The National Aeronautics and Space Administration (NASA)
GFDL's (Geophysical Fluid Dynamics Laboratory)
NOAA (The National Oceanicand Atmospheric Administration)

และได้เรียบเรียงใหม่เพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจ
สำหรับผู้สนใจชาวไทย ในทุกระดับความรู้

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้จัดทำเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา
มีเจตนาให้ผู้สงสัย ได้รับความกระจ่างขึ้น โดยมิได้คัดค้านแนวคิด
หรือความเชื่อใดๆ ที่ทุกคนมีสิทธิพึงแสดงความเห็นได้ ตามหลักการที่ถูกต้อง

(ท่านที่ต้องการนำไปเผยแพร่ กรุณานำข้อความนี้ไปแสดงไว้ด้วย)

 
 
 
 
 
ภาพยนต์ 2012 วันสิ้นโลก ของ Columbia Pictures
 
  วันสิ้นโลกมีจริงหรือ แล้วจะเกิดขึ้นเมื่อใด ?

วันสิ้นโลก มีจริงหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดแน่นอน จากกรณีผลกระทบ
การขยายตัวของดวงอาทิตย์ (Red Giant effect) อีกในราว 4.5 - 5 พันล้านปี
ข้างหน้า 100% และวันนั้นคือวันสิ้นโลกที่แท้จริง โดยไม่มีทางแก้ไขได้

แม้ว่ามีเวลาอีกนานแสนนาน ผลกระทบต่อโลกนั้นยังมีเรื่องที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้
อย่างมากมายสามารถสร้างความหายนะ เป็นจุดจบมนุษย์อันเกิดผลกระทบจาก
ธรรมชาติ เช่น กรณีผลกระทบจากปฎิกิริยาเรือนกระจก (Greenhouse effect),
กรณีผลกระทบจากพายุสุริยะ (Solar wind effect), กรณีผลกระทบจากการที่
ระเบิดของภูเขาไฟ (Volcanic Activity), กรณีผลกระทบการชนปะทะของวัตถุ
ใกล้โลก (Near Earth impact) เป็นต้น ซึ่งแต่ละเดือนได้มีรายงานถึงภัยพิบัติ
อันตรายของธรรมชาติกระทำต่อโลก โดยการสำรวจจากอวกาศ ให้ทราบล่วง
หน้าอยู่บ่อยครั้ง

โดยขอบเขตการเกิดขึ้นแต่ละกรณีนั้น มีเงื่อนไขทางธรรมชาติ มีความรุนแรงที่
แตกต่างกันไป อาจสร้างความหายนะเฉพาะบางส่วนของโลก หรืออยู่ในขั้นใด
ก็สามารถอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้เสมอ

แต่วันนี้ เรื่่องวันสิ้นโลก ได้รับการบอกเล่าไปในทิศทางต่างๆ อย่างขาดเหตุผล
และความเข้าใจที่ครบถ้วน และบางครั้งอ้างหลักการทางวิทยาศาสตร์ ที่มีความ
กำกวม ผิดหลักเกณฑ์ และเลื่อนลอย ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันไป โดยเฉพาะ
การเล่นตลกบนอินเตอร์เน็ต กระทบต่อความเข้าใจของผู้คนทั่วไป มีความกังวล
เกิดเป็นคำถามตามมามากมาย ว่า ค.ศ.2012 เป็นวันสิ้นโลกจริงหรือ ?
 
 
ฝนตกกระหน่ำบนโลกยุคแรกกำเนิดอย่างต่อเนื่อง 1,000,000 ปี
 
 
ข้อสงสัย
ทำไมต้องเกิดเรื่องน่ากลัวกับโลก โดยระบุ ค.ศ.2012 เป็นวันสิ้นโลก ?

คำอธิบาย
ไม่ควรจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับโลก ในปี ค.ศ.2012 หากพิจารณาด้วยเหตุผล
ว่าโลกผ่านวิกฤตมาอย่างมากมาย แต่ครั้นบรมยุคกำเนิดโลก (กัลป์สมัยมหายุคขุม
นรกแตก)
ตลอดระยะเวลา 4.6 พันล้านปี จนปัจจุบัน และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
มิได้สนับสนุนความเชื่อกรณี ค.ศ.2012 เป็นวันสิ้นโลก
 
 
Guto-Sumerian Ziggurat (วิหารของชาวสุเมเรียน)
 
 
รูปปั้นชาวสุเมเรียน พบใน Royal Tombs of Ur (หลุมศพกษัตริย์ ในเมือง Ur)
ระหว่าง 2,000-2,600 ปี ก่อนคริสตกาล
 
20
ข้อสงสัย
อะไรเป็นต้นเหตุถึงคำนาย เรื่องวันสิ้นโลก และทำไมต้องเป็นวันที่ 21 ธันวาคม
ค.ศ.2012 ?

คำอธิบาย
เรื่องราวเกิดขึ้นจาก การอ้างถึงการสำรวจพบดาว Nibiru โดยกลุ่มชนชาวสุเมเรียน
(Sumerians) ที่กลับมายังโลก และมีการทำนายความหายนะ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่
เดือนพฤษภาคม ค.ศ.2003

แต่เมื่อถึงเวลานั้นกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นตลอดเดือน จึงเลื่อนวันเกิดเหตุการณ์ไป
ในเดือน ธันวาคม ค.ศ.2012 และเปรียบว่า เป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้าพิพากษามนุษย์
ทั่วโลก (Doomsday date)

เป็นการเชื่อมโยงนิทานชาดกโบราณ กับเรื่องปฎิทินชาวมายาโบราณ (Ancient
Mayan calendar) ให้ตรงกับ Winter solstice ประมาณวันที่ 21 ธันวาคมของ
ทุกๆปี อันเป็นวันแรกของเหมันตฤดูหรือฤดูหนาว และดวงอาทิตยมีตำแหน่งห่าง
จากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด

การนำวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 มากำหนดให้มีความน่าสนใจ จุดประสงค์ให้คน
ทั่วไปได้ขบคิด เพื่อเพิ่มน้ำหนักเหตุผลของวันสิ้นโลก
 
 
ปฎิทินชาวมายาโบราณ
 
 
ข้อสงสัย
เหตุใดปฎิทินชาวมายาโบราณ จึงสิ้นสุดเพียง เดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 ?

คำอธิบาย
ปฎิทินทั่วไปที่ใช้กันอยู่ ไม่ว่าบนโต๊ะทำงาน ในครัวที่แขวนผนัง แผ่นสุดท้ายคือ
เดือนธันวาคม และวันสุดท้ายของเดือนคือ วันที่ 31 แต่ละปีไม่มากกว่านั้น

สำหรับปฎิทินชาวมายาโบราณ วันสุดท้ายในยุคนั้นคือ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012
(เป็นการคำนวณระยะยาว จากยุคนั้นมาสิ้นสุดเพียงนี้) เช่นเราก็สามารถคำนวณ
ปฎิทินเริ่มจาก วันที่ 1 มกราคม และจะไปสิ้นสุดในปีใดก็ได้

การแสดงถึงวันสิ้นสุดของปฎิทินชาวมายา เป็นการบอกถึงวันสิ้นโลก กระนั้นหรือ ?
 
   
 
 
แนวระนาบ ของทางช้างเผือก (Plane of milky way galaxy)
 
 
แนวเส้นทางโคจร ดาวเคราะห์ ของระบบสุริยะ วันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 มิได้เป็นแนวตรงกัน
 
  ข้อสงสัย
จะมีปรากฎการณ์อะไรขึ้น หากดาวเคราะห์มีตำแหน่ง มาอยู่เป็นแนวเส้นตรงและ
มีทางจะชนโลกหรือไม่ ?

คำอธิบาย
ยังไม่มีระบบดาวเคราะห์ (Planetary) ใดๆในระบบสุริยะ ที่จะมีตำแหน่งในแนว
ตรงพร้อมๆกันทั้งหมด หรือหลายๆดวง ระหว่างช่วงเวลา 2-3 ทศวรรษนี้ และโลก
ก็ไม่ผ่านแม้แต่ แนวระนาบของทางช้างเผือก (Plane of milky way galaxy)
ในปี ค.ศ. 2012

หากสมมุติว่า มีกรณีเกิดแนวโคจรตำแหน่งเป็นแนวเส้นตรงเกิดขึ้น มีผลกระทบ
เพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามในเดือนธันวาคมทุกปี โลกและดวงอาทิตย์มีตำแหน่ง
เป็นแนวเส้นตรงโดยคร่าวๆ จากจุดศูนย์กลาง Milky Way Galaxy เป็นเหตุการณ์
เกิดขึ้นเป็นประจำที่ผ่านมาไม่มี ผลร้ายใดๆ

และจะไม่เกิดการพุ่งชนกันระหว่าง ดาวเคราะห์อย่างแน่นอน เหตุผลเพราะว่าใน
ระบบสุริยะ รวมถึงระบบกาแล็กซี่ มีสนามแรงโน้มถ่วงยึดเหนี่ยวกันอย่างมั่นคง
ซึ่งกันและกัน โดยมีความเสถียร แม้บางครั้งมีความผิดปกติบ้าง จากพายุสุริยะ
(Solar wind) หรือใน Interplanetary Medium (ช่องว่างระหว่างดาวเคราะห์)
ก็ไม่ส่งผลให้ดาวเคราะห์ เปลี่ยนเส้นทางโคจรจนปะทะกัน
 
 
Nibiru หรือ Planet X เป็นชื่อดาวที่ไม่มีในสาระบบ
 
 
ข้อสงสัย
ดาวเคราะห์ (Planet) หรือ ดาวแคระสีน้ำตาล (Brown dwarf) ที่เรียกในหลาย
ชื่อว่า Nibiru หรือ Planet X หรือ Eris จะผ่านเข้าใกล้โลกและทำความหายนะ
กับโลกแบบ ถล่มทะลายได้หรือไม่ ?

คำอธิบาย
สำหรับชื่อ Nibiru เป็นชื่อดาวเคราะห์ ที่คิดขึ้นเพื่อ เล่นตลกบนอินเตอร์เนต ไม่มี
ข้อเท็จจริงอ้างอิงทางวิชาการ

ส่วน Planet X เป็นชื่อตั้งไว้ล่วงหน้า เป็นความพยายามค้นหาดาวเคราะห์ลึกลับนี้
แต่ปัจจุบันยืนยันว่าไม่พบ

ถ้า Nibiru หรือ Planet X บ่ายหน้ามุ่งมายังโลก ในปี ค.ศ.2012 นักดาราศาสตร์
มีเครื่องมือที่จะตรวจสอบระยะ เส้นทางผ่านเข้ามาได้ล่วงหน้านับทศวรรษ และ
แน่นอนหากเป็นจริง ระยะที่ใกล้โลกขณะนี้ คนทั้งโลกสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
แต่ที่ไม่เห็นเพราะยังไม่ได้เกิดขึ้น

สำหรับ Eris นั้นมีตัวตนจริง เป็นประเภทดาวเคราะห์แคระ (Dwarf planet) มีขนาด
เล็กคล้ายดาวพูลโต (Pluto) จัดว่าเป็นดาวที่รอนแรมอยู่บริเวณ ชายแดนขอบนอก
ระบบสุริยะ (Outer solar system) หรือ บริเวณพิภพน้ำแข็ง มีระยะทางห่างจาก
โลกราว 4 พันล้านไมล์ คงเป็นไปไม่ได้ ที่จะเข้าใกล้โลกและชนโลก
 
 
เป็นไปไม่ได้ที่โลกจะพลิกกลับขั้วสนามแม่เหล็กเช่นภาพนี้
 
  ข้อสงสัย
อะไรคือ ทฤษฎีแกนโลกพลิกกลับขั้ว (Polar shift theory) และเป็นความจริง
หรือเปลือกโลก (Earth’s crust) สามารถหมุนกลับแบบ 180 องศา รอบๆแกนใน
(Core) ของโลกในเพียงวันเดียว หรือไม่กี่ชั่วโมง ?

คำอธิบาย
เป็นไปไม่ได้ ที่โลกจะหมุนกลับในทิศตรงกันข้าม แต่แผ่นทวีปจะค่อยๆเลื่อน
ตัวเอง (ตัวอย่างอดีตทวีป Antarctica เคยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเมื่อ 100 ล้านปี
ที่แล้ว) การอ้างถึงการหมุนกลับของขั้วจึงไม่น่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม มีข้อเขียนเป็นจำนวนมากกล่าว ผลักดันเหตุผลถึงความหายนะ
ให้กับผู้ที่ไม่เข้าใจ โดยอ้างว่าเป็นความสัมพันธ์การหมุนของโลกกับกระแสไฟฟ้า
ของสนามแม่เหล็กโลก (Magnetic polarity of Earth) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
อย่างผิดปกติ

แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นราวทุกๆ 400,000-600,000 ปี
และเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ นับระยะเวลา
เป็นหมื่นหรืออาจแสนปี ซึ่งจะไม่ทำอันตรายให้ชีวิตใดๆบนโลกให้บาดเจ็บและ
ยังไม่เกิดขึ้น ระยะ 1,000 ปีนี้ในทุกๆแห่งบนโลก
 
 
UFO มีผู้คนกว่าครึ่งโลกให้ความสนใจ และอาจยอมรับไปแล้ว ว่ามีจริง ?
 
 
องค์ประกอบส่วนใหญ่ในจักรวาล คือ Dark energy (พลังงานลึกลับ) 75%
Dark matter (สสารมืด) 21% และ Normal matter (สสารสามัญ) 4%
 
  ข้อสงสัย
มนุษย์ต่างดาว ทำลายโลกโดยนำยาน UFO มาปล่อยสสารแดงลงไปในแกนโลก
ทำให้โลกกลายเป็นหลุมดำ และต้องเป็นวันสิ้นโลก ?

คำอธิบาย
แน่นอนว่าเป็นข้อความที่ ผู้ขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และจะพยายาม เล่นตลก
บนอินเตอร์ ให้ดูเป็นเหตุเป็นผลแยกออกได้เป็น 3 ประเด็น

มนุษย์ต่างดาวและ UFO มีผู้คนกว่าครึ่งโลกให้ความสนใจ และอาจยอมรับไปแล้ว
ว่ามีจริง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ นั้นยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ หรือส่วนมาก
ขาดแคลนพยานหลักฐานที่ประจักษ์แจ้ง ทำให้การอ้างขาดน้ำหนักความเชื่อถือ
ดังนั้นเรื่อง UFO มนุษย์ต่างดาวยังไม่มีข้อพิสูจน์ ในทางวิทยาศาสตร์

สสารสีแดง ไม่เคยมีคำนี้ ในวิชาจักรวาลวิทยา ตั้งแต่ การวิวัฒน์อย่างสืบเนื่อง
ของจักรวาล (A Process of cosmic evolution) หรือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด้าน
อวกาศ และดาราศาสตร์ คงมีแต่เฉพาะสสารมืด (Dark matter) ซึ่งเป็นมวลสสาร
ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เชื่อว่ามีอยู่ทั่วไป ซึ่งองค์ประกอบส่วนใหญ่ในจักรวาล
คือ Dark energy (พลังงานลึกลับ) 75% Dark matter (สสารมืด) 21% และ
Normal matter (สสารสามัญ) 4% ทั้งหมดจึงไม่มี สสารสีแดง ตามกล่าวอ้าง

ท้ายสุดการกำเนิดของหลุมดำ (Birth of a Black Hole ) นั้นมีกลไกซับซ้อน เช่น
ประเภท Stellar-mass black holes ประกอบด้วยความหนาแน่นของมวล 5 - 100
เท่าของดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นด้วยพัฒนาการวงจรดาวขั้นสุดท้ายหรือ ประเภท Mid-
mass black holes ประกอบด้วยความหนาแน่นมวล 500 – 1,000 เท่า ของดวง
อาทิตย์ เกิดขึ้นด้วยการพัฒนาการ วงจรดาวขั้นสุดท้าย และในประเภท Super
massive black holes ประกอบด้วยความหนาแน่นของมวล นับล้านเท่าของดวง
อาทิตย์ หรือเทียบระดับ กาแล็คซี่ขนาดเล็ก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นบนดาว
เคราะห์เช่นโลก ที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์อย่างเทียบไม่ได้

เมื่อแสดงคำอธิบายเป็นคำตอบ ต่อข้อสงสัยดังกล่าว คงไม่ต้องมีข้อสรุปเพราะ
สามารถวิเคราะห์ภูมิปัญญาของผู้เจตนา สร้างความสับสนต่อผู้คนบนอินเตอร์เนท
 
 
วัตถุขนาดใหญ่ มีโอกาสการชนปะทะโลกน้อย แต่ไม่ใช่ไม่มีโอกาส
 
 
ข้อสงสัย
โลกจะอยู่ในอันตราย จากการพุ่งชนปะทะของ อุกกาบาต (Meteorite) ในปี ค.ศ.
2012 หรือไม่ ?

คำอธิบาย
โดยปกติโลกจะถูกวัตถุต่างพุ่งเข้าชน เช่น ดาวหาง (Comets) ดาวเคราะห์น้อย
(Asteroids) เป็นกิจวัตร แต่วัตถุที่มีขนาดใหญ่จริงๆนั้น มีโอกาสน้อย แต่ไม่ได้
หมายความว่าไม่มีโอกาสเลย

ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ไดโนเสาสูญพันธ์ไปสิ้นจากโลก
และเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เกิดทางตอนเหนือของไซบีเรีย เรียกว่า The Tunguska
event (กรณีทังกัสก้า) และเมื่อปี ค.ศ.2009 เกิดเหนือน่านฟ้าอินโดนีเซีย เรียกว่า
Indonesian asteroid ซึ่งทั้งสองกรณีไม่มีผู้เสียชีวิต ล่าสุดเมื่อ 6 พฤศจิกายน
ค.ศ. 2009 ตรวจพบ ดาวเคราะห์น้อย 2009 VA ขนาดเล็กได้ก่อนเข้าใกล้โลก

วันนี้ ด้วยความก้าวหน้าต่อการลาดตะเวนอวกาศ เรียกว่า Spaceguard Survey
(หน่วยป้องกัน-ลาดตะเวณอวกาศ) เพื่อค้นหาวัตถุใกล้โลก (Near-earth objects) โดยเฉพาะวัตถุขนาดใหญ่ เช่น ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก โดยมีความเป็นไปได้
กรณี ดาวเคราะห์น้อย 99942 Apophis (2004 MN4) เฉียดใกล้โลก ในวันที่
วันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 2029 (พ.ศ.2572) มีการแขวนป้ายเตือน ในระดับที่ 2
(Yellow Zone) จาก 10 ระดับหรือ (ในรายงานปี ค.ศ. 2006)

อย่างไรก็ตาม วัตถุประเภทนี้ เส้นทางโคจรมักมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ จึงต้อง
ตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ในรายงานผลสรุป เช่น 99942 Apophis (2004 MN4)
จาก Earth Impact Risk Summary (ดูหัวข้อ Torino Scale ว่าเป็นหมายเลขใด)
ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงระดับการเตือนภัย

ทั้งนี้สามารถทราบ เส้นทางโคจรล่วงหน้านานพอ ที่จะเตรียมตัวรับภัยพิบ้ติได้
การเฝ้าระวังวัตถุขนาดใกล้โลก เป็นภาระกิจตรวจสอบทุกวัน 24 ชั่วโมง ตลอดปี
ของ NASA NEO Program Office (Potentially Hazardous Asteroids)
ทุกคนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ด้วยตนเองตลอดเวลา ขณะนี้ทำนายได้ว่าจะ
ไม่เกิดเหตุการณ์วัตถุจากนอกโลก ขนาดใหญ่ชนปะทะโลกในปี ค.ศ.2012
 
 
ไม่เกิดพายุอวกาศยักษ์ เป็นภัยพิบัติกรณีพิเศษ ในปี ค.ศ. 2012
 
 
ข้อสงสัย
จะเกิดสิ่งอันตรายจาก พายุอวกาศยักษ์ (Giant solar storms) ตามคำทำนาย
ใน ค.ศ.2012 หรือไม่ ?

คำอธิบาย
กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ หรือ เรียกว่า Solar activity มีกฎเกณฑ์เกิดขึ้นเป็นวัฐจักร
ประมาณทุกๆ 11 ปี จะเป็นช่วงเวลาการเกิดขึ้นในระดับสูงสุด (Activity peaks) พวยก๊าซบนดวงอาทิตย์ (Solar flares) สามารถทำอันตรายต่อระบบสื่อสารของ
ดาวเทียมได้ จากอีเล็คตรอนอวกาศ (Killer electrons in space)

จนกระทั่งวิศวกรด้านอวกาศ ได้เรียนรู้เพื่อสร้างสิ่งป้องกันการทำลาย จากพายุ
อวกาศยักษ์ แต่จะไม่เกิดพายุอวกาศยักษ์ เป็นภัยพิบัติกรณีพิเศษ ในปี ค.ศ.
2012 โดยจะมีโอกาสเกิด ในช่วงกรอบเวลา ค.ศ. 2012-2014 สามารถทำนายได้
ล่วงหน้าว่า เป็นระดับค่าเฉลี่ยทั่วไป ไม่ต่างจากที่ผ่านมาในอดีต
 
 
การแตกของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก
 
ข้อสงสัย
จะเกิดอุทกภัยน้ำท่วมโลก ครั้งใหญ่ หายนะและร้ายแรงขนาดล้างโลก
ใน ค.ศ. 2012 หรือไม่ ?

คำอธิบาย
สถานการณ์โลกร้อน จากข้อมูล แบบจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพ
อากาศโลก
ทำให้เกิดสิ่งที่น่ากังวลคือ ผลกระทบต่อเนื่องไปยังแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก
ซึ่งโดยปกติโลกมีปริมาณน้ำบนโลกมีถึง 70% มากกว่าผืนแผ่นดินอยู่แล้ว

การยกตัวของระดับน้ำํทะเล จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ของน้ำทะเลร้อนขึ้น
และการละลายของแผ่นน้ำแข็ง เมื่อรวมทั้งสองกรณี เข้าด้วยกัน จะมีศักยภาพ
ใหญ่โตมาก อย่างไม่น่าเชื่อ จากการคำนวณว่าปริมาณแผ่นน้ำแข็ง Greenland
และ Antarctica สามารถทำให้ การยกตัวระดับน้ำทะเลอยู่ระหว่าง 7-73 เมตร

ดังนั้นมีความเป็นไปได้ ภายใน 50-100 ปีข้างหน้า แต่ไม่ใช่ภายใน ค.ศ. 2012
อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำของโลกจะค่อยๆสูงขึ้นในทุกๆปี บริเวณที่จะเกิดปัญหา
ก่อนใคร คือ เกาะขนาดเล็ก เมืองท่าบริเวณปากอ่าวแม่น้ำ และที่ลุ่มริมฝั่งรวม
ถึงลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในประเทศไทย

การเพิ่มขึ้นของน้ำ จะไม่เกิดในลักษณะน้ำท่วมจนไม่เหลือผืนแผ่นดิน แต่จะทำ
ให้ผืนดินน้อยลง เกิดความไม่สมดุลยต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น ต่อพื้นที่เพาะปลูก
จะเกิดโรคระบาดใหม่ ขาดแคลนทรัพยากร จะเห็นปัญหาต่างๆชัดขึ้นราว ค.ศ.
2050 จนทำให้แก้ไขยากขึ้นเรื่อยๆ
 
 
Nuclear-powered rockets จรวดรุ่นใหม่ ที่สามารถนำพามนุษย์สู่อวกาศระยะไกลขึ้นได้
 
 
พืชพันธ์ไม้บนโลกอื่น (ในระบบสุริยะอื่น) อาจเป็นเช่นนี้
 
 
ข้อสงสัย
หากโลกมีภัยวิกฤตมากมาย มนุษย์จะอพยพไปอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่นได้หรือไม่ ?

คำอธิบาย
เดิมทีเดียว มีแนวคิดจากนักวิทยาศาสตร์ จะสร้างยานท่องอวกาศขนาดใหญ่เพื่อ
เดินทางค้นหา โลกใหม่ แบบไปไม่กลับโลก โดยมีอาสาสมัคร ชายหญิง 500 คู่
เพื่อเดินทางไปด้วย พร้อมที่จะไปตั้งรกรากอนาคตบนดาวเคราะห์ แต่โครงการ
ได้ล้มเลิกไป จากหลายสาเหตุที่ยังเป็นไปไม่ได้ เช่น การอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก
เป็นเวลายาวนานโดยเฉพาะการเลี้ยงดูทารก ปัญหาเชื้อเพลิง ปัญหาการเดินทาง
ในอวกาศระยะไกลมากๆ ฯลฯ ซึ่งมนุษย์ยังไม่เคยมีประสบการณ์ เป็นต้น

สำหรับปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศ มุ่งมั่นที่จะเดินทางไปยัง ดวงจันทร์
ยูโรปา
(ของดาวพฤหัส) เพราะเชื่อว่า อาจพบระบบของชีวิตเช่น สัตว์ในทะเล
น้ำแข็งคล้ายบนโลก

การคิดอ่านเดินทางสำรวจอวกาศ จึงต้องย้อนกลับ ไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง
เพื่อจะได้พัฒนาทักษะ เดินทางไปสู่ดาวอังคารต่อไป หลังจากนั้นจะใช้ความ
สามารถ ความรู้และประสบการณ์ ไปยังดาวเคราะห์หรือดวงจันทร์ ในระบบสุริยะ
ที่ห่างไกลขึ้นได้ โดยมีขบวนการสืบค้นโลกใหม่ อย่างเป็นขั้นตอน อย่างน้อยต้อง
ใช้เวลาอีกนับร้อยปี จึงพอมองเห็นโอกาสตั้งอาณานิคมต่างดาวได้
 
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017