Asteroid impacts : คำอธิบายเรื่อง ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก
    Since : January 23, 2007                                                                                                                              Latest update : Feb 7, 2010
 
0
Home
0
จักรวาลวิทยา
0
ดาราศาสตร์
0
ระบบสุริยะพิเศษ
0
ระบบสุริยะ
0
โลกสีน้ำเงิน
0
แร่วิทยา
0
รายงานพิเศษ
0
ซันฟาวเวอร์
0
Non-profit organization
 
 
 
  Asteroid impacts : คำอธิบายเรื่อง ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก
 
 
  กรณีข่าวเคราะห์น้อยมีโอกาสพุ่งชนปะทะโลกนั้น นับว่าเป็นข่าวที่อาจสร้างความ
น่าวิตกกังวลของสาธารณะชนทั่วไปได้ ในการเสนอข่าวและการแจ้งเตือนภัยโดย
นักดาราศาสตร์ กระทำได้ซึ่ง มีขั้นตอนและกฎเกณฑ์เป็นสากล แต่หากมีสถาน-
การณ์คุกคามที่น่ากลัว ต้องแจ้งเตือนโดยรัฐบาลเท่านั้น (ซึ่งมีระดับการเตือนภัย)

เช่น กรณี 99942 Apophis (2004 MN4) เดิมได้แจ้งเตือนในระดับ 2 ภายหลัง
มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลแจ้งเตือนเป็นระดับ 0 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ทางโคจรของดาว
เคราะห์น้อยนั้นๆ ว่ามีโอกาสพุ่งเป้าสู่โลกมากน้อยเพียงใด ยังคงมีการเปลี่ยน
แปลงอีกในอนาคต

เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงทางโคจร

ดาวเคราะห์น้อย (Asteroid) ส่วนใหญ่ ไม่มีแกนภายในเช่นดาวเคราะห์ จึงทำให้
มีวงโคจรที่ไม่เสถียร และมักไม่มีความร้อน จึงไม่มีพลังงานในตัวเอง การเดินทาง
ในอวกาศ จึงอาศัยแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ และแรงดุ่น จากดาวเคราะห์เช่น
ดาวพฤหัส เป็นต้น โดยตนเองจะหมุนไปตามยถากรรม

ด้วยจำนวนมากของวัตถุในอวกาศ บางครั้งเกิดชนปะทะกันเอง ทำให้หันเหเปลี่ยน
ทางโคจร หรือบางครั้งอาจมีผลกระทบจากสนามแรงโน้มถ่วง เป็นต้น

เนื่องจากดาวเคราะห์มีขนาดเล็ก ไม่กี่ร้อยเมตร โคจรอยู่ไกลเปรียบเช่นมีใคร
กำลังขว้างก้อนหิน ตรงมายังตัวเราซึ่งจากระยะทางที่ไกลเช่นกัน เราอาจไม่แน่
ใจว่าจะถูกศรีษะหรือไม่ เพราะองค์ประกอบนั้นขึ้นอยู่กับกำลังส่งที่ขว้างออกมา
น้ำหนักของหินก้อนนั้น และแรงลมในขณะนั้น โดยเราอาจทราบต่อเมื่อก้อนหิน
นั้นเข้าใกล้จวนตัวแล้ว จึงกระโดดหลบได้ แต่กรณีของโลกหลบหลีกไม่ได้เลย

เกิดอะไรขึ้นเมื่อวัตถุ จากอวกาศพุ่งชนปะทะโลก

วัตถุขนาดเล็ก จนถึงวัตถุชนปะทะโลก มีแรงระเบิดขนาด 5 Megatons
เกิดไฟขนาดใหญ่คล้ายพุล กลางอากาศ แต่จะไม่มีความเสียหาย

วัตถชนปะทะโลก ุมีแรงระเบิดขนาด 15 Megatons
เกิดความเสียหาย คล้ายระเบิดนิวเคลียร์ เช่น กรณีทังกัสก้าในไซบีเรีย หากชน
ปะทะเมือง มีอำนาจทำลายล้างสิ่งมีชีวิต เท่ากับเมืองขนาดเล็กหรือพุ่งเข้าปะทะ
สร้างความหายนะต่อ พื้นผิวโลกหรือคาบมหาสมุทรได้
*ค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้ 1 ครั้งต่อ 100 ปี
(เทียบกับภัยธรรมชาติบนโลก จัดอยู่ในประเภทความเสียหายน้อย)

วัตถุชนปะทะโลก มีแรงระเบิดขนาด 10,000 Megatons
หากชนปะทะเมือง มีอำนาจทำลายล้างสิ่งมีชีวิต เท่ากับเมืองขนาดใหญ่หลาย
เมือง หรือพุ่งเข้าปะทะสร้างความเสียหายได้ทั้งโลก
*ค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้ 1 ครั้งต่อ 100,000 ปี
(เทียบกับภัยธรรมชาติบนโลก จัดอยู่ในประเภทความเสียหายขนาดกลาง)

วัตถุชนปะทะโลก มีแรงระเบิดขนาด 1,000,000 Megatons
ทำลายล้างสภาพแวดล้อมทั้งโลก อาจสูญสิ้นอารยะธรรมมนุษย์
*ค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้ 1 ครั้งต่อ 1,000,000 ปี
(เทียบกับภัยธรรมชาติบนโลก จัดอยู่ในประเภทความเสียหายขนาดใหญ่)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กล่าวถึงเป็นสถิติ มิใช่เป็นการทำนาย ดังนั้นมีโอกาสเกิดขึ้น
ได้เสมอ ไม่ว่าปีไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยมนุษย์สามารถทราบล่วงหน้าได้ เพื่อมี
เวลาเตรียมพร้อมต่อวิกฤตอันจะเกิดขึ้นบนโลก
 
 
เมื่ออดีต ดาวเคราะห์น้อย ขนาด 500 กิโลเมตร พุ่งชนปะทะสร้างความหายนะต่อโลก
 
 
ผลความหายนะและอันตราย จากการชนปะทะอย่างรุนแรง

สามารถทำลายชีวิตมนุษย์ได้มากกว่า 1.5 พันล้านคน ในกรณี ชนปะทะแบบ
Globally catastrophic (หายนะทั้งโลกอย่างรุนแรง)

การชนแบบ Globally catastrophic เกิดพลังงานระดับ Energy threshold
(ระดับมรณะ) จากวัตถุที่พุ่งชนปะทะ มีแรงระเบิดขนาด 1,000,000 Megatons
มีฝุ่นละออง ควันพิษกระจายสู่อากาศ ไปทั่วโลกอีกราว 500,000-1,000,000 ปี

โดยภัยพิบัติดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่า แผ่นดินไหวหรือพายุรุนแรง ที่เคยเกิดขึ้น
บนโลก มีศักยภาพทำลายล้างต่างจากภัยธรรมชาติทั่วไป แต่มีความคล้ายคลึง
สงครามนิวเคลียร์ ล้างโลก (Global nuclear war) จะเป็นจุดจบแห่งอารยะธรรม
ของมนุษย์

กรณีชนปะทะมหาสมุทร จะเกิดคลื่นซึน่ามิ ส่งผลกระทบไปยังชายฝั่งคาบสุมทร
ทั่วโลก ซึ่งเมืองท่าส่วนใหญ่จะได้รับอันตรายจากน้ำท่วมใหญ่ หากชนปะทะแผ่น
ดินบริเวณเมืองหรือชุมชน แม้วัตถุมีขนาดไม่ใหญ่ก็ตาม แน่นอนว่ามีผู้คนล้มตาย

สิ่งที่จะตามมาคือ ขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด การสื่อสารคมนาคมหยุดชะงัก
แหล่งเพาะปลูกเสียหาย ปศุสัตว์ล้มตาย สภาพอากาศเลวร้าย แสงแดดถูกฝุ่นควัน
บดบัง ท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตจากค่อยๆล้มตาย และมีความโกลาหลอย่างสุดขั้ว
 
 
Global nuclear war
 
 
เพื่อให้เห็นภาพรวมจากสถิติภัยพิบัติ จากธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นกับโลก อันนำมา
ซึ่งความตาย เปรียบเทียบกับ เหตุพุ่งชนปะทะโลกดัง 2 ตาราง
ที่มา : NASA Impact Hazard / NASA NEO Program
 
ตารางเปรียบเทียบภัยพิบัติจากธรรมชาติ
ซึ่งนำมาแห่งความตาย ค่าเฉลี่ย 1 : 1,000,000
0.01: 1,000,000
ภัยพิบัติจากการชนปะทะโลก
คล้ายกับกรณี ทังกัสก้า (วัตถุขนาด<300 m)
0.1 : 1,000,000
ภัยพิบัติจากการชนปะทะโลก
ในเขตชุมชนเมือง (วัตถุขนาด<2 km)
1: 1,000,000
ภัยพิบัติจากการชนปะทะโลก (ทั้งหมดทุกกรณี)
10 : 1,000,000
ภัยพิบัติจากพายุ แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด รวมกัน
ใน Caribbean และ Central America
15 : 1,000,000
ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวใน Japan
20: 1,000,000
ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวใน
Turkey/Iran/Turkestan
25: 1,000,000
ภัยพิบัติจากการอุทกภัยและแผ่นดินไหวใน China
50 : 1,000,000
ภัยพิบัติจากการอุทกภัยใน Bangladesh
 
ตารางเปรียบเทียบภัยพิบัติจากธรรมชาติ ซึ่งนำมาแห่งความตาย
ในประเทศอเมริกาและแคนาดา ค่าเฉลี่ย 1 : 1,000,000
300 : 1,000,000
เสียชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับรถยนต์
200 : 1,000,000
เสียชีวิตจากการฆาตกรรมและอัตวิบากกรรม
160 : 1,000,000
เสียชีวิตเกี่ยวกับรถยนต์
10 : 1,000,000
เสียชีวิตจากไฟไหม้
5 : 1,000,000
เสียชีวิตจากไฟฟ้า (รวมการประหารชีวิตด้วยไฟฟ้า)
1 : 1,000,000
เสียชีวิตจากเครื่องบิน
0.5 : 1,000,000
เสียชีวิตจาก วัตถุชนปะทะโลกในทุกกรณ
0.3 : 1,000,000
เสียชีวิตจากพายุและอุทกภัย
0.1 : 1,000,000
เสียชีวิตจาก วัตถุชนปะทะโลกในเขตชุมชนเมือง
0.1 : 1,000,000
เสียชีวิตจากแผ่นดินไหว
<0.01 : 1,000,000
เสียชีวิตจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์
 
 
The orbits of the major planets
 
 
ตรวจสอบวัตถุ ขนาดเล็กในระบบสุริยะชั้นใน

ภาพรวมของวัตถุต่างๆล่าสุด ใน ระบบสุริยะชั้นใน (Innermost Solar System)
โดย IAU Minor Planet Center (7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010)
แสดงจุดต่างๆของวัตถุดังนี้

จุดสีเขียว คือ วัตถุขนาดเล็ก (Unnumbered objects) จำนวนที่ยังนับไม่ได้ มีหลากหลายประเภท จุดสีแดง คือ วัตถุขนาดเล็ก เช่น ดาวเคราะห์น้อย ที่มีระยะ
ห่างจากดวงอาทิตย์ ภายใน 1.3 AU. ส่วนจุดสีน้ำเงิน คือ ดาวหาง (Comet)
 
 
ตัวอย่างภาพ การค้นหาวัตถุพบใหม่ Minor planet 22348 Schmeidler
โดย Tautenburg Observatory เมื่อ ค.ศ. 2007
 
 
หลักเกณฑ์ ลงความเห็น และการวิเคราะห์อันตราย

โดยทั่วไปวัตถุจากอวกาศ มองอย่างผิวเผินคล้ายกับไม่มีอันตราย แต่มีตัวอย่าง
มากมายแสดงถึงความอันตรายอย่างสุดขั้ว ของแต่ละประเภท ด้วยผลที่เกิดตาม
มาภายหลัง

จากสถิติความหายนะขนาดใหญ่ ซึ่งชนปะทะโลก แสดงหลักฐาน มีอัตรา 1 :
1,000,000 ซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศ ต้องให้ความสนใจและวางระเบียบกฎเกณฑ์
เตรียมรับสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น

เหตุการณ์ชนปะทะโลก ที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่เหมือนภัยธรรมชาติทั่วไปที่เคยเกิด
บนโลก เพราะมีความสามารถทำลายล้างประชากรโลกนับพันล้านคน และทำให้
อารยะธรรมมนุษย์ ตกอย่างในอันตรายอย่างใหญ่หลวง

ภัยพิบัติแสดงขอบเขต ด้วยขนาดของพลังงาน (Energy) จากสิ่งที่ขับเคลื่อนเข้า
พุ่งชน ความเป็นจริงต้องพยายามสรุปขนาดของวัตถุ เพื่อช่วยประเมินศักยภาพ
การพุ่งชนปะทะของวัตถุนั้นๆสู่โลก

ด้วยความหายนะไม่เหมือนภัยธรรมชาติอื่นใด ซึ่งการพุ่งชนปะทะขนาดใหญ่ต่อ
โลกสามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยต้องหันเหหรือปรับเปลี่ยนแนวโคจรวัตถุ การยิง
ทำลายวัตถุนั้นให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางกรณีอาจมิได้เป็นสิ่งที่จะช่วยลดความ
หายนะ อาจเพิ่มอันตรายต่อโลกมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้โลกเป็นเป้าถูกโจมตีเป็น
ไปอย่างกว้างขวาง จากชิ้นส่วนเหล่านั้น

ต้องเริ่มต้นด้วยการระแวดระวังภัย สำรวจวัตถุใกล้โลก (Near-Earth objects) พร้อมตรวจสอบวงโคจรแต่ละวัตถุ เพื่อประเมิน วิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้
และเฝ้าติดตามแนวโคจรอย่างเข้มงวด ต่อวัตถุที่อาจมีอันตรายต่อโลก
 
 
เทคโนโลยีใหม่ ช่วยควบคุมและหันทิศทางเส้นทางโคจรของดาวเคราะห์น้อยได้
 
 
ดาวเคราะห์น้อย 1866 Sisyphus โคจรใกล้โลก มีขนาด 10 กม. เป็นขนาดใกล้เคียงกับ
ดาวเคราะห์น้อย ที่พุ่งชนปะทะโลก ล้างผลาญเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ เมื่อ 65 ล้านปีก่อน
 
 
ถ้อยแถลงในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1991

คณะกรรมาธิการรัฐสภา ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชื่อว่าเป็นสิ่งหลีกเลี่ยง
ไม่ได้ต่อการเฝ้าระวัง ดาวเคราะห์น้อย ที่มีวงโคจรตัดผ่านโลก ซึ่งมีหลักฐานอัน
มั่นคงว่าี พบจำนวนมากขึ้น และมีความน่าวิตกอย่างชัดเจนต่อนานาชาติ อาจทำให้
พุ่งเข้าชนปะทะโลก

จึงเป็นการเริ่มต้นโอกาส ที่โลกจะต้องต่อสู้กับ ดาวเคราะห์น้อยทั้งขนาดใหญ่และ
ขนาดเล็ก ด้วยเหตุจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการถูกชนปะทะขนาดใหญ่โดย
คณะกรรมาธิการฯเชื่อว่าเป็นความรอบคอบ และเตรียมพร้อมต่อการประเมินความ
น่ากังวลจากภัยพิบัติของธรรมชาติ

ความก้าวหน้า ด้านการระวังภัยอวกาศ (Spaceguard)

Spaceguard Survey ริเริ่มโดย NASA ในปี ค.ศ. 1992ต่อมาได้รับการสนับสนุน
จากรัฐสภาสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1995 อยู่ภายใต้ NASA goal ในปี ค.ศ. 1998
ในความร่วมมือของกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF)

การสำรวจมีเป้าประสงค์ ค้นหา และติดตามร่องรอย ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก
(Near Earth Asteroids) ขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตรขึ้นไป ในได้อย่างน้อย 90%
ภายในปี ค.ศ.2008

ประมาณการไว้ว่า ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ขนาดใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร มีจำนวน
ราว 900 วัตถุ โดยจะสิ้นสุดการสำรวจอย่างสมบูรณ์ ในปี ค.ศ.2012

ข้อมูลสำรวจ ดาวเคราะห์น้อย ตัวเลขอย่างเป็นทางการ 31 ธันวาคม ค.ศ.2007
โดย MIT-Lincoln Lab LINEAR search system ซึ่งเป็นหน่วยงานได้รับการ
สนับสนุนจาก กองทัพอากาศสหรัฐและ NASA สรุปไว้ดังนี้

ตรวจพบวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ จำนวน 22,349,515 วัตถุ
ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยแล้วจำนวน 5,370,805 วัตถุ
สำรวจดาวเคราะห์แล้วจำนวน 225,957 วัตถุ
เป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก จำนวน 2,019 วัตถุ
และสำรวจดาวหาง จำนวน 236 วัตถุ

จากนั้นได้มีเป้าหมาย สำรวจดาวเคราะห์น้อย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 140 เมตร
ให้เสร็จสิ้น ภายในปี ค.ศ. 2020 ทั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Lincoln Near
EarthAsteroid Research (LINEAR), Lowell Near Earth Object Search
(LONEOS), Near-Earth Asteroid Tracking (NEAT) ,Spacewatch และ JPL
Asteroid Watch เื่พื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์
 
 
Lincoln Near EarthAsteroid Research (LINEAR) ใน Socorro, New Mexico
 
 
Lowell Near Earth Object Search (LONEOS)
 
  แนวทางปกป้อง จากการชนปะทะโลก

การชนปะทะจากวัตถุในอวกาศ สามารถป้องกันความหายนะได้ ด้วยเทคโนโลยี
สมัยใหม่ โดยมีวิธีปรับเปลี่ยนให้หันเหไปในทิศทางอื่น หรือทำลายให้แตกกระจัด
กระจาย (ในบางกรณี) เพื่อไม่ให้วัตถุนั้นพุ่งเป้าหมายมาสู่โลก แต่ต้องมีเวลาที่
เพียงพอโดยขึ้นอยู่กับการสำรวจจาก Spaceguard

การกระทำให้วัตถุเปลี่ยนมุม (Deflection) เพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนทาง
โคจรเป็นสิ่งที่จะพิจารณาก่อน โดยวัตถุนั้นเมื่อถูกกระทำให้มีการเปลี่ยนแปลง
ความเร็ว แม้ว่าไม่กี่เซนติเมตรต่อวินาที แต่เมื่อเป็นปี หรือระยะสิบปี (หรือมาก
กว่านั้น) เป็นหนทางที่เบี่ยงเบนเป้าหมายออกไปได้

โดยต้องร่วมมือพัฒนายานอวกาศ เช่น โครงการ NASA NEAR mission และอาจ
ต้องใช้ ระเบิดนิวเคลียร์ประกอบต่อการแก้ปัญหา ถ้ามีเวลาน้อยอาจมีความจำเป็น
ต้องใช้วิธี ทำให้วัตถุนั้นแตกกระจายเพื่อลดอัตราการเสี่ยงภัย โดยต้องแน่ใจต่อ
การระเบิดอย่างไม่ให้เหลือซาก ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มขีด ความสามารถ เพื่อให้มนุษย์ควบคุม วัตถุที่จะพุ่งเป้ามายังโลกได้
 
 
โครงการ NASA NEAR สำรวจดาวเคราะห์น้อย
 
 
ภาระกิจ Spaceguard Survey

จำนวนดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะทั้งระบบ คงมีจำนวนมากมหาศาล อาจยาก สามารถสำรวจได้ครบถ้วนจริงๆ แต่สำหรับวัตถุใกล้โลก (Near-Earth objects) สามารถสำรวจได้แล้วราว 90%

หน้าที่ของ Spaceguard มุ่งเน้นระวังภัยเฉพาะ ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (Near-
Earth asteroids) และรวมถึงดาวหางคาบสั้นด้วย (Short-period comets)
เนื่องจากมีความถี่เข้าออกอย่างชุกชุม และอยู่ในความสามารถของ Spaceguard
ตรวจจับได้ ทั้งนี้รวมถึงวัตถุอื่นๆที่มีความเสี่ยงภัยต่อโลก

อย่างไรก็ตาม เราไม่มีทางทราบเลยว่าจำนวนดาวหางที่จะผ่านเข้าใกล้โลกจริงๆ
นั้นมีจำนวนเท่าใด เพราะแหล่งกำเนิดดาวหางอยู่บริเวณเมฆออร์ต (Oort Cloud)
มีระยะทางใกล้มาก อาจมีจำนวนถึง 1,000,000,000,000 วัตถุ และยังมีลักษณะ
เฉพาะของคาบการโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ นับล้านปีก็มี

ดังนั้นความเป็นจริง คือ ต้องวางกำหนดกฎเกณฑ์ วัตถุที่ผ่านเข้าใกล้โลก ว่ามีองค์
ประกอบของวัตถุอย่างไร วงโคจรผ่านตัดหน้าโลกเป็นประจำทุกปีหรือไม่ แล้วจึง
นำขึ้นจัดเข้าในบัญชีรายชื่อประเภท Impact risk (อาจมีอันตรายต่อโลก) คอย
ตรวจสอบเหมือนยามเฝ้าระวังตลอดไป เป็นหนทางเดียวที่จะปกป้องภัยพิบัติจาก
อวกาศได้
 
 
 
References :

Lincoln Near Earth Asteroid Research (LINEAR)
NASA Ames Research Center
IAU Minor Planet Center
Goal of the Spaceguard Survey
 
 
 


 
 
       © copyright sunflowercosmos 2007-2017