ผลกระทบของพายุอวกาศ เมื่อ 149 ปีที่แล้ว
ระหว่าง 28 สิงหาคมถึง 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1859 เครื่องมือทั่วโลกที่ติดตั้งไว้ใน
หลายสิบแห่ง ได้ตรวจพบพร้อมๆกัน การผ่านเข้ามาของ CMEs (Coronal mass ejection) ในหลายช่วงเวลา ด้วยความผิดปกติจำนวนไม่มากนัก ของค่าแม่เหล็ก
ภายหลังต่อมาเข้าใจว่าเป็นปรากฎการ รูปแบบหลักของ Space weather storm (สภาพพายุอวกาศ)
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลไปหลายประเทศ เช่น ระบบโทรเลข ของสหรัฐอเมริกา
ยุโรปหยุดชะงักโดยทันที เกิดเพลิงไหม้ในหลายพื้นที่ จากหลายสาเหตุ และการ
หยุดชะงักเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ใกล้บริเวณพื้นที่ขั้วโลกเหนือ
นอกจากนั้นมีบันทึกเป็นหลักฐาน แสดงผลไปยังประเทศ Rome ประเทศ Havana
และ Hawaii จนถึงขั้วโลกใต้ ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมๆกันระหว่าง การเปล่งแสงของ
Auroral บริเวณขั้วโลกเหนือ
ข้อสังเกตของบันทึกได้บอกเล่าแสดงถึง Auroral มิได้เกิดขึ้นที่ขั้วโลกโดยตรง
เช่นตามที่เราเคยรู้จัก เช่น ทางตอนใต้ของเมือง Athens ประเทศ Greece พื้นที่
ห่างไกลจากขั้วโลก นอกจากนั้นยังเกิด
เสียงจากอวกาศ บริเวณอยู่อาศัยบางแห่ง
เกิดฟองก๊าซร้อน (Bubble of hot gas) ก่อนปรากฎการณ์ Auroral
เป็นการแสดงรูปแบบ การปล่อยออกมาของ พายุ Protons (กลุ่มหมอกอนุภาค)
เคลื่อนไหวด้วยความเร็ว จากการดูดกลืนไว้ในชั้นบรรยากาศของโลกซึ่งเป็นผล
ที่ทำให้ เกิดแสง Auroral
วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1859 หลังจากเกิดเหตุเพียงไม่กี่วัน มีนักดาราศาสตร์
ชาวอังกฤษ ได้ทำการสำรวจดวงอาทิตย์ด้วย กล้องดูดวงอาทิตย์ พบ Solar flare
อย่างขนานใหญ่ ประเมินความสูง 56,000 กิโลเมตร พุ่งออกมาจากแนวชั้นในของ
ดวงอาทิตย์ ด้วยความเร็ว 8 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง ติดต่อกัน 17 ชั่วโมง โดยมี
ความหนาแน่นของ Plasma