ผลสรุปที่คุ้มค่า จากการรอคอยเกือบ 15 ปี
หลังจากยานสำรวจ Cassini ได้เดินเข้าสู่วงโคจร ตั้งแต่ ค.ศ. 2004 ตลอดช่วงปี
ค.ศ.2006 -
2008 ได้เก็บภาพถ่ายตามแนวเส้นศูนย์สูตร ราว 400,000 ตร.กม.
ซึ่งแสดงให้เห็นบึงและทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วไป จากตะวันออกไปตะวันตก
โดยที่ผ่านมาด้านขั้วใต้ ของดวงจันทร์ Titan ได้มีการยืนยันว่าพบ ลุ่มน้ำขนาด
ใหญ่บริเวณ Ontario Lacus ตั้งแต่ในปี ค.ศ.2008
กระทั่งได้ถ่ายชุดใหม่ นับเป็นภาพแรกแสดงให้เห็นแสงสะท้อน จากดวงอาทิตย์
บนพื้นผิวของดวงจันทร์ Titan แสงประกายนั้นเหมือนกระจกสะท้อน เกิดขึ้นแบบ
คาดเดาไม่ได้ แต่เครื่องมือถ่ายภาพของ โดยยานสำรวจ Cassini สามารถตรวจ
จับได้ เมื่อ 10 กรกฎาคมค.ศ. 2009 จากพื้นผิวของดวงจันทร์ Titan มีระยะห่าง
จากยานสำรวจ 200,000 กม.
สำหรับขั้วเหนือนั้น มีความมืดตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีหลักฐานใดๆแสดง
แต่ในเดือน สิงหาคม 2009 ดวงอาทิตย์ เริ่มฉายแสง เป็นช่วงเริ่มเปลี่ยนแปลง
ฤดูกาลของ ดวงจันทร์ Titan สู่ Spring equinox (วิษุวัต) ทำให้เห็นการเปลี่ยน
เชิงรูปทรงและเห็นแสงสะท้อนเกิดขึ้น
กรณีดังกล่าวเป็นการยืนยันได้ว่า บนพื้นผิวดวงจันทร์ Titan มีของเหลว ประเภท
Hydrocarbons (สารประกอบ มีธาตุไฮโดรเจนและคาร์บอน เช่น น้ำมัน) โดยแสง
ดังกล่าวสะท้อน เป็นจุดเล็กๆประปรายเป็นหย่อมๆ ในวงเขตที่คมชัดเหมือนแอ่งน้ำ
ในที่ลุ่มหรือบึงขนาดใหญ่ บริเวณพื้นที่ด้านขั้วเหนืออย่างชัดเจน
ดังนั้น บนพื้นผิวดวงจันทร์ Titan แสดงความคล้ายกับ ของ
ยุคเริ่มต้นกำเนิดโลก
ซึ่งมีองค์ประกอบความหนาทึบของเมฆหมอกไนโตรเจน แต่ต่างกันที่องค์ประกอบ
ทางเคมี มีประเภท
Methane และ Ethane มากกว่า จึงมีความเป็นไปได้ที่จะก่อ
ตัวเป็นเมฆแล้วตกลงมา แบบปรอยๆ คล้ายฝนน้ำมันเบนซิน (Gasoline-like)
และกรณีดังกล่าว อาจพบองค์ประกอบธรรมชาติ (Organic nature) ทางเคมีซึ่ง
ฝังตัวหลบซ่อนในชั้นบรรยากาศ รอคอยการก่อตัวเป็นระบบชีวิตขึ้นได้ ดังเช่น
บนโลกซึ่งได้พบกับสิ่งมีชีวิต ที่อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เป็นไปไม่ได้คล้าย
กับ สวนสัตว์ต่างดาว
(Alien Safari)